Tag Archives: hokkaido

Biei ดินแดนแห่งทุ่งหญ้าสีขาว

บิเอะ (Biei) เป็นเมืองเล็กๆตอนกลางของเกาะฮอกไกโด ห่างจากเมืองใหญ่อย่าง Asahikawa ราวๆ 30 นาที ที่เมืองนี้เป็นเมืองเกษตรกรรมและขึ้นชื่อมากในเรื่องการเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ต่างๆในฤดูร้อน ลักษณะพื้นที่ส่วนมาก เป็นที่ราบ Patchwork คล้ายๆ เอาเศษชิ้นผ้ามาเรียงร้อยต่อๆกัน เหมือนลักษณะเมืองในนิยายที่เรามักพบเห็นในนิทานตอนเด็กๆ … แล้วผมมาทำอะไรฤดูหนาว (- -”

ฟูราโน เมืองที่ใกล้กับบิเอะมีกิจกรรมหน้าหนาวให้ทำมากมาย บิเอะเองมีแต่ความรกร้าง ว่างเปล่า มีแต่ความเงียบสงบและหิมะ มองไปทางไหน ไม่ต่างอะไรกับหญ้าสีขาวที่ถูกปลูกเต็มไปหมด

พวกเราเช่ารถเล็กๆอย่าง Nissan Cube จาก Asahikawa เพราะร้านรถเช่าในบิเอะ ปิดทำการในฤดูหนาว พอได้รถ ก็ใส่ map code เป็นตัวเลข 5 หลักลงใน GPS ที่เหลือ ก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของ GPS นำทาง

ทิวทัศน์ที่พบเห็นที่เมืองนี้ สำหรับผมแล้ว มันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งเลย และสวยงามในแบบที่มันเป็น

ชื่อสถานที่น่าเที่ยวในเมืองนี้ เขาแบ่งเป็น 2 zone คือ panoramic road ที่อยู่ด้านเหนือ กับ patchwork road ที่อยู่ด้านใต้ของสถานี JR Biei ที่แบ่งแบบนี้นอกจากแบ่งตามภูมิทัศน์แล้วยังช่วยให้คนไปเที่ยว ไม่วนซ้ำไปซ้ำมาที่เดิมด้วย เพราะผมเอง ลองไม่ดู GPS ก็หลง เพราะมองไปทางไหน ถนนคล้ายๆกันไปหมด คือมีแต่สีขาว แถมถนนบางเส้น เข้าไม่ได้ เพราะหิมะท่วมอีกต่างหาก คนนั่งข้างๆ ก็ดูแผนที่ไม่คล่องอีกช่วยไรมากไม่ได้ หลงที ก็โดนบ่นที ซวยสองต่อ – -”

แต่ละแห่งของจุดเที่ยวชม มักถูกตั้งชื่อตามอย่างภาพยนต์โฆษณา หรือสินค้าโฆษณาสมัยก่อน เช่น Seven Stars Tree น่าจะมาจากบุหรี่ยี่ห้อ sevenstars

หรืออย่างรูปนี้คือนี่คือ Mild seven hill

ตรงๆไปเลยก็เช่น Christmas Tree (ทำไมมาขึ้นต้นเดียวหว่า)

Parents and Child ต้นไม้ที่ดูเหมือนพ่อ แม่ และลูก ที่ยืนหยัดต่อสู้กับความหนาวเหน็บในฤดูหนาว

พอใกล้ค่ำก็ได้เวลากลับที่พัก ที่นี่ หน้าหนาวจะมืดเร็วตั้งแต่ราวๆ 4 โมงเย็น แต่เช้าพระอาทิตย์ขึ้นปกติคือตี 4-5

ที่พักของพวกเรา เป็นกระท่อมน้อยในป่าใหญ่ ฮ่าๆๆ นี่ถ้าไม่ใช่หน้าหนาวอาจนึกถึงหนังเรื่อง Jason ศุกร์ 13 ได้เลย แต่ทีนี่หน้าหนาว มันก็ทำให้ดูน่านอน ดูอบอุ่น เหมือนเราถูกโอบกอดให้อบอุ่นในป่าที่หนาวเหน็บ

ภายในบ้านพัก เจ้าของเอาตุ๊กตาหมีมานั่งจองไว้ให้ อยากจะจิ๊กกลับเสียจริงๆ ภายในตกแต่งแนว Cottage วาง furniture ลอยตัวแบบง่ายๆ แต่น่าพักมากมาย

ส่วนอาหารการกิน เราต้องเดินฝ่าดงหิมะ ไปกินที่ตึกใหญ่อีกทีหนึ่ง

อาหารที่นี่ ผมชอบที่เขาเลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นทั้งหมด และพยายามอธิบายเราเป็นภาษาอังกฤษ ให้เข้าใจที่มาที่ไปของอาหารแต่ละอย่าง บอกตรงๆ เห็นตอนแรก ไม่รู้จะกินอิ่มหรือเปล่าเลย

พอสำหรับรูปอาหารก่อนดีกว่า เพราะโพสไป ท้องก็ร้องไปด้วย Y_Y

อีกสิ่งหนึ่งที่จะได้เห็นที่ บิเอะคือ Diamond Dust ซึ่งเป็นหิมะ เกล็ดเล็กๆที่ลอยฟ่องอยู่ในอากาศและพื้นผิวหิมะ พอสะท้อนกับแสงแดด มันจะดูระยิบระยับราวกับ ผงกากเพชรเลยทีเดียว

บอกลาที่พัก แล้วขับรถออกเที่ยวต่อไปในส่วนที่เหลือของเมืองบิเอะ.. เมืองที่จะกลับมาอีกหลายๆครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ 🙂

ล่องเรือตัดน้ำแข็ง และนั่งรถไฟเลียบทะเล Okhotsk ที่ Abashiri

จริงๆ แล้วถ้าจะให้ง่ายต่อการเขียนเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว ลองเขียนเรื่องราวเรียงตามตัวอักษรอาจพอช่วยได้ เพราะจะทำให้นึกอะไรออกได้บ้าง เมือง Abashiri นี่เป็นสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องการนั่งเรือชม ธารน้ำแข็ง หรือ drift iceทีล่องลอยมาจากรัสเซียโน้นนนนน

จาก Sapporo เกือบๆ 5 ชั่วโมงด้วยรถไฟ Limited Express ก็มาถึง Abashiri Station ราวๆบ่าย จับ taxi พาไปที่ท่าเรือ Aorora เลยหลังจากทิ้งสัมภาระเรียบร้อย เพราะกลัวไม่ทันเรือเที่ยวที่กำลังจะออก

ฟ้าวันนี้ ค่อนข้างโปร่งมีเมฆบ้าง ทำให้อากาศอุ่นขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นเล็กน้อย คือจาก -10 เหลือแค่ -2 (- -” ก็ยังหนาวจัดอยู่ดีสำหรับผิวเหลืองของกระเหรี่ยงจากเมืองไทยเช่นเรา

หลังจากซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว ฟังเจ้าหน้าทีแจ้งว่า drift ice อาจมีไม่มากเพราะอากาศอุ่น แต่พวกเราก็ยังอยากนั่งเรืออยู่ ทำไงได้ มาถึงทีนี่ทั้งที ไม่ใช่ 7-11 หน้าปากซอยที่พอไม่มีน้ำแข็งหมด เราก็กลับบ้านไปรอได้

เด็กน้อยที่เฝ้ารอคอยการล่องเรือ พร้อมๆกับพวกเรา

เจ้าหน้าที่คอยยืนส่งพวกเรา ขณะเรือเริ่มแล่นออกจากฝั่ง

เรือแล่นไกลออกไปได้สักพัก พวกเราก็เริ่มเจอกลุ่มก้อนน้ำแข็งบ้างแล้ว ซึ่งถ้า drift ice มันหนากว่านี้ บางก้อนจะมีสิงโตทะเลขึ้นมานอนรับแดดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นบ้างเหมือนกัน

แผ่นน้ำแข็งแบบใกล้ ที่นับวันจะน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยอากาศที่ร้อนขึ้น

จากการจำกัดจำนวนคนต่อเที่ยว ทำให้มีที่ยืนชมทัศนียภาพเพียงพอต่อนักท่องเที่ยวในเรือ

พี่สโนว์แมนมายืนต้อนรับตอนที่เรือแล่นกลับมาที่ท่าเรืออีกครั้ง รู้สึกชอบการล่องเรือออกไปดูธรรมชาติในรูปแบบนี้จัง แม้ว่าจะหนาวจนตบหน้าตัวเอง แทบจะไม่รู้สึก แต่คงหาโอกาสกลับไปอีกครั้งหนึ่งที่เมืองนี้

เรือประมงที่เตรียมออกไปจับปลา คงรอนานไปหน่อยจนน้ำแข็งเกาะรอบท้องเรือ

ระหว่างเดินหลงอยู่ในเมือง เราก็ไปเจอซุปเปอร์มาเกตท้องถิ่น และพวกเราคิดว่า ของที่นี่น่าจะราคาถูกที่สุดในฮอกไกโดแล้วมั้งเนี้ย เดินกันเพลินเลย

ผลไม้นี้ ซื้อกินจนเบื่อเลย หวาน หอม จากช่องปาก ออกจมุกซ้าย กลับเข้าจมูกขวากันเลยทีเดียว

คนเมืองนี้ เขามีความตั้งใจในการจอดรถในบ้านตัวเองมากๆ น่านับถือจริงๆ

เดินเล่นเมืองนี้สักพักใหญ่ จนเริ่มค่ำ ก็เตรียมตัวกลับไปพักผ่อน เตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้ ที่จะไปนั่งรถไฟ Norokko ไปเที่ยว Shiretoko กัน

เล่นกับ rim right ซะหน่อย ก่อนพระอาทิตย์จะหายไป

เมือง Abashiri นี้นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว ในอดีตยังใช้เป็นที่กักขังนักโทษอีกด้วย แน่หล่ะ หนาวขนาดนี้ นักโทษคนไหนจะหนีไปไหนได้หล่ะ >,<

Asahikawa ดินแดนตอนกลางแห่ง Hokkaido

อากาศเมืองไทย นี่ดีอย่างตรงที่ มันร้อนได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้การเฝ้ารอหน้าหนาวนี่มันรู้สึกถึงคุณค่าอย่างใหญ่หลวงพอๆกับการเฝ้ารอดาวหางฮัลเล่ย์ ในกทมเอง แม้หนาวแค่วันเดียว หรือหนาวแค่ครึ่งเช้า ก็แทบจะปิดซอยเลี้ยงโต๊ะจีนกันแล้ว แต่ที่ฮอกไกโดกลับกัน หน้าร้อนปีหนึ่ง มีราวๆ ตั้ง 2 เดือน เต็มที่ หรืออาจน้อยกว่านี้ ช่างเป็นภูมิประเทศที่เหมาะแก่การไปใช้ชีวิตจริงๆ..

กว่าพวกเราจะเข้าไปเที่ยวเมือง Asahikawa อย่างจริงๆจังๆ ก็ครั้งที่สองของการไปเที่ยวญี่ปุ่น เมืองนี้เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ตอนใจกลางของเกาะฮอกไกโด และเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเกาะนี้รองจากซัปโปโร มีชื่อเสียงทางด้านการผลิตเฟอร์นิเจอร์ และ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติงดงามโดยมีภูเขาไดเซทสึซังเป็นฉากหลัง Asahikawa และมียอดเขาสูง Asahidake ซึ่งเป็นสถานที่น่าเที่ยวมาก (แต่ไม่รู้ว่าหน้าหนาวเขาจะให้เข้าไปหรือเปล่านะ) และยังเป็นจุดศูนย์กลางที่จะท่องเที่ยวไปสู่ส่วนอื่นๆได้วด้วย เช่นช่องแคบ Sounkyo หรือบริเวณ Furano และสำหรับคนที่ชื่นชอบศิลปะเป็นพิเศษจึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะ มีถนนสาย shopping Heiwa-dori ที่อยู่ถัดจากสถานี Asahikawa จะเต็มไปด้วยน้ำพุและงานประติมากรรมมากมาย เมื่องนี้ดูเงียบๆ สงบตามประสาเมืองในฤดูหนาว แต่เสน่ห์ของเมืองก็อยู่ที่ gimmick เล็กๆน้อยๆ ที่วางไว้ตามท้องถนน ให้คนเดินผ่านไปผ่านมา ได้รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาของท้องถนน แม้ในยามที่ไม่มีคนเดินอยู่ (เพราะอากาศหนาวจัด)

ที่พวกเราไปในครั้งแรก เพราะอยากไปเที่ยวสวนสัตว์ ไปดูว่ามันต่างจากเขาดินหรือซาฟารี เวิล์ดมากน้อยแค่ไหน ส่วนครั้งหลังๆ เราแวะเที่ยวงานเทศกาลหิมะที่จัดได้ใหญ่โตดีเหมือนกัน ที่สำคัญของอร่อยเต็มไปหมด กินจนตัวแทบแตกกันเลยทีเดียว

การจะไปสวนสัตว์นั้น ออกจากสถานี เราต้องหาป้ายรถเมล์ให้เจอ สาย 41 หรือ 42 ก็ได้ ผังเมืองของญี่ปุ่น ส่วนมากเป็นแบบ blockๆๆ (ไม่ใช่หมา) ดังนั้นบางที ออกมาจากสถานีอาจหลงทิศได้ ถ้าออกประตูผิด ช่วงที่เราไปนั้น ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่และเพิ่งไปครั้งแรก ขนาดนั่งรถเมล์ถูกสายแล้ว ก็ยังกลัวว่าจะไปไม่ถูก เพราะคนน้อยๆจริงๆ สุดท้ายพอถึงสวนสัตว์ถึงรู้ว่า ที่คนน้อย เพราะเราไปก่อนสวนสัตว์เปิด ทำให้ต้องยืนตากหิมะรอกันจนเกือบจะเป็นตุ๊กตาหิมะกันไปเลยทีเดียว

ถนน Heiwa-dori เมื่อมองย้อนกลับไปหน้าสถานี

ตู้เย็น เอ้ย ตู้ไปรษณีย์

อันนี้รถหวานเย็นของจริง แบบศิลปินเดี่ยว

ส่วนอันนี้แบบศิลปินคู่

รูปปั้นต่างๆที่วางเรียงรายตามถนน Heiwa dori

หิมะโปรยปรายตัดกับสีของผลไม้ที่ออกเม็ดสีแดงในช่วงฤดูหนาว(ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร)

ไปถึงยังเข้าไม่ได้ ตาลุงคนนี้ก็มาชวนเราคุย ว่าแกเป็นนักเดินทางจากเกียวโต เพื่อมาถ่ายรูปสัตว์ส่วนพวกเรา มาส่องสัตว์ อิอิ

อุณหภูมิตอนนั้น ไม่หนาวมาก ติดลบนิดๆ อาจเพราะช่วงพีคของอุณหภูมิจริงๆ คือต้นเดือนกุมภาพันธ์

ส่วนคนนี้ วิ่งหาไอติมตลอด แม้จะหน้าหนาว

วันที่เราไปเหมือนว่า เป็ดกวิ้นพาเลส จะยังไม่มี เลยได้แต่ดูมันอยู่ในที่ๆของมัน

หมีขาวเจ้าประจำ กำลังแทะเห็บกินอยู่ คงเริ่มหิวแล้วหล่ะมั้ง

แพนด้าแดง น่ารักมาก แต่มันไม่ค่อยอยู่กับที่ให้เราถ่ายเท่าไหร่

สีสันของเสื้อหนาวของเด็กๆนี่ ตัดกับหิมะดีจัง ถ้าวิ่งไปไหนไกลๆ พ่อแม่ก็หาเจอ

หน้าหนาว ก็มียีราฟนะคร้าบบ เห็นมันวันๆ กินแต่น้ำแข็งที่ติดตามใบไม้ ท่าจะชอบมาก

อันนี้สงสัยพี่ซานต้าแกมาลืมทิ้งไว้ตัว ตอนบินมาแจกของขวัญเด็กๆแถวนี้

สิงโตทะเลก็มี

เศษซากใบไม้ที่ยังพอหลงเหลืออยู่

แค่ไปสวนสัตว์ที่เดียว ก็เกือบหมดวันไปแล้ว ขนาดนั่งพิมพ์ๆยังเมื่อยมือเลย ไว้หาเวลามาเขียนเพิ่มเติมส่วนอื่นๆ ไว้ใน blog หลังแล้วกัน

หนาวแบบไม่ต้องมีหิมะที่ Hakodate

จากจุดสิ้นสุดชินคังเซน ลอดอุโมงค์ใต้ทะเลมาสู่เกาะฮอกไกโด เมืองแรกที่เรามักจะผ่านไปผ่านมากันอยู่บ่อยๆคือเมือง Hakodate เมืองนี้ในความรุ้สึกของผมแล้วเป็นเมืองที่มีความโรแมนติกในตัวเองมากกว่าปารีสและนิวยอร์คด้วยซ้ำ (เป็นความรู้สึกโรแมนติกในแบบของผมเอง ซึ่งแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามต่อมรับรู้ถึงความอบอุ่น) อาจเพราะด้วยผู้คนที่ไม่พลุกผล่าน สงบแต่แฝงไว้ด้วยสีสรรในแต่ละฤดูกาล การใช้ชีวิตในรูปที่เรียบง่าย (ชาวประมง ในเขตหนาว) ไม่ซับซ้อน แต่ลึกซึ้งด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิม

จริงๆแล้วเมืองนี้หิมะไม่ค่อยตกในหน้าหนาว แต่พอเราผ่านเมืองนี้ทีไร (ตอนตี 2 ) ถ้าเห็นหิมะตก ก็จะวิ่งกันออกไปเล่นหิมะตอนที่รถจอดรอเปลี่ยนทิศทางเดินทางไปอีกด้าน หลายอย่างที่เราชอบในเมืองนี้ มันคือบรรยากาศมากกว่าจะเจาะจงลงไปว่าสถานที่ไหนบ้างที่ชอบ โดยรวมแล้วสิ่งที่กลายมาเป็นเมืองนี้เราชอบหมด ตั้งแต่สถานีรถไฟ JR Hakodate ไล่ขึ้นเข้าจนไปถึงยอดเขา Hakodate ที่มีวิวสวยให้เราได้ชมกันตอนกลางคืน ความสวยงาม ผมว่าจริงๆแล้วมันสวยไม่น้อยไปกว่าบน The Peak ที่ฮ่องกงเลย แต่อากาศหนาวต่างกันมาก ถ้าหน้าไม่หนาจริงๆแบบพวกเรา คงออกไปยืนดูวิวนานเกินห้านาทีไม่ได้แน่ๆในหน้าหนาวแบบนี้

 

ช่วงที่ชอบมากที่สุดคือเทศกาลคริสต์มาส เมืองนี้ดูแล้วเหมือนได้รับอิทธิพลหลายๆอย่างของยุโรปเข้าผสมผสานอย่างลงตัว เพราะมันคือเมืองท่ามาก่อน การเปิดรับวัฒนธรรมจึงมีมากกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ที่เห็นได้ชัดคือโบสถ์ที่อยุ่รายรอบยอดเขา Hakodate โกดังท่าเรือที่สร้างด้วยอิฐแดง ถนนหนทางต่างๆ ถ้าไม่เห็นป้ายบอกทาง เราคงคิดว่าเดินอยุ่ในยุโรปได้เหมือนกัน ดังนั้นที่นี่ เทศกาลคริสต์มาส เลยจัดได้ดี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าในแถบยุโรปเลยทีเดียว ขณะเดียวกัน ตลาดปลาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นญี่ปุ่น ก็อยู่ไม่ไกลจากสถานีนัก เรียกว่าหาของกินกันสะดวกเลยทีเดียว (แม้ว่าเราจะใช้บริการ 7-11, LAWSON มากกว่าร้านอาหารไหนๆก็ตามที)

 

 

 

 

 

ในบางครั้ง รถไฟที่เรานั่งออกจาก Hakodate ก็ไร้ผู้คนแบบนี้หล่ะ ก็ทำให้ซ่าได้บนรถไฟเหมือนกัน

หิมะแรกในชีวิตที่ Sapporo

16.27 น. พวกเราจำเวลานี้ได้แม่นยำมาก เพราะมันคือเวลาที่รถไฟชินกังเซน จะออกจากสถานีโตเกียว มุ่งหน้าสู่ Sapporo เมืองใหญ่ที่สุดใน Hokkaido ซึ่งรถไฟจะไปถึงราวๆ 5.50 น.ของอีกวัน ที่จำได้ เพราะเราสองคน กำลังจะตกรถไฟ..

เราวางใจในความฉลาดของตัวเองมากเกินไป และดูถูกความใหญ่โตของสถานีโตเกียว นั่งเพลินจนเหลือเวลาที่จะต้องไปขึ้นรถไฟเพียง 20 นาที ซึ่งน่าจะมากพอ ถ้ามันเป็นสถานีอโศก หรือหมอชิต ที่จะให้เราเดินไปถึงตัวรถไฟได้ทัน แต่นี่คือสถานีโตเกียว ที่เป็นจุดต่อของรถไฟถึง 3 ระบบ คือ JR, Shinkansen และรถไฟใต้ดิน กว่าพวกเราจะหา platform เจอก็เหลือเวลาอีกนาทีเดียว ก่อนที่รถไฟจะออก หลังจากหาที่นั่งได้ ก็เดินสำรวจ ตามประสากระเหรี่ยงเข้ากรุง รถไฟ Shinkansen ที่เราขึ้นไปนั้น ถ้าจำไม่ผิด สมัยนั้น รถไฟวิ่งได้ไกลสุดที่สถานี Hachinohe แล้วเปลี่ยนรถไฟจาก Shinkansen เป็น Limited Express ที่ชื่อ Hamanasu จากที่นั่นไป Hakodate แล้วนอนนิ่งๆรอรถวิ่งต่อไป Sapporo อีกราวๆ 3 ชม (เช้าพอดี)

เช้าแรกที่ก้าวลงจากรถไฟ พวกเราไม่ทำไรเลย นอกจากถ่ายรูปกับรถไฟที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ตามประสาคนไม่เคยเห็นมาก่อน ก่อนที่จะลงไปแต่งตัวด้านล่างของสถานี เพื่อเตรียมตัวเดินเที่ยวเล่นในเมือง ที่สถานีนี้มี locker ให้ฝากกระเป๋าเดินทางมากมาย แต่คำนวณดีๆแล้ว ตอนไปครั้งหลังๆ เราใช้บริการน้อยมาก เพราะรู้สึกว่าแพง ถ้าวางแผนดีๆ locker ก็อาจไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก

3294544909_04d1b982ed_z.jpg

ในเมือง Sapporo ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสวนสัตว์ ร้านอาหารอร่อยๆ แต่ด้วยความที่เราสองคนไม่ชอบเดินเมืองใหญ่ๆ เราเลยใช้เวลากับมันไม่มากเท่าไหร่ ไว้นึกอะไรออกเกี่ยวกับเมืองนี้ จะตามมา update อีกรอบ