Tag Archives: เที่ยว Hokkaido

Otaru กำแพง แห่งภาคเหนือ และเมืองท่าของ Hokkaido

พวกเรามาพักที่เมืองนี้ โดยบังเอิญ เพราะว่า เราไม่สามารถหาที่พักราคาถูกๆได้ที่ Sapporo ครั้งแรกที่เราไป ตรงกับเทศกาลหิมะ ทำให้ที่พักส่วนใหญ่ถูกจองเต็มไปหมด เราเลยเลือกหาที่พักใกล้เคียง ซึ่งก็คือเมืองโอทารุ (Otaru) ครึ่งชั่วโมงจาก Sapporo ไปลงสถานี minami Otaru (เรามารู้ที่หลังว่า ก่อนสถานีใหญ่ๆส่วนมากจะมีสถานี minami น่าจะแปลว่าเล็ก คล้าย mini อยู่เสมอๆ) Minami Otaru อยู่ใกล้กับที่พักเราที่สุด (นั่นคือความเข้าใจแรกของพวกเรา) เราไม่รู้มาก่อนว่าเมืองนี้ มีภูมิประเทศเป็นอย่างไร หลังจากเราลากกระเป๋าผ่านพ้นสถานี ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ผ่านร้าน 7-11 ออกมาสู่เส้นทางเบื้องหน้า ถ้าดูจากแผนที่มันแค่เดินเป็นเส้นตรง แล้วเลี้ยวขวาก็ถึง แต่ว่าเส้นตรงที่ว่านี้ มันคือเส้นตรงที่ดิ่งลงเหมือนวิ่งลงเขา แล้วเดินขึ้นราวๆ 30-45 องศา อย่างละครึ่ง แล้วขาขึ้น มันเต็มไปด้วยหิมะ แล้วจะไปยังไงหว่า… มาแล้ว ก็ตัดสินใจไม่ยาก คือลากกระเป๋าเดินลุยหิมะไป เรียกว่าทุลักทุเลพอสมควร เดินไป ล้มไป ลื่นไป กว่าจะไปถึง ทรายกำมะถันที่โรยตามพื้นเพื่อกันลื่น มันคงใช้ไม่ได้ผลกับชาวไทยอย่างเราแน่ๆ มันถึงได้เดินไม่ค่อยจะติดพื้นซะอย่างนี้

ทิวทัศน์เมื่อมองผ่านกระจกรถไฟ JR ขณะไปเมือง Otaru

ลงเดินเล่นสถานี Asari

พอมาถึงที่พัก เราพักที่ Morinoki BackPacker เป็น hostel ..จริงๆเรียกมันว่าบ้านน่าจะเหมาะกว่า มันเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่จุคนได้เกือบ 20 คน แต่ก็ไม่รู้สึกอึดอัด กลับอบอุ่น และเหมือนกับอยู่บ้านตัวเองเลย ดูแลโดยเจ้าของบ้าน คุณ Masa Harada กับหมาอีก 2 ตัวในปีแรกที่เราไปคือ Pek กับ Rok แต่ตอนหลัง Pek หรือ Peko จากไปแล้ว มีลูกของมันมาแทนคือ Hug แล้วก็เจ้าแมวจรจัดที่เจ้าของนำมาเลี้ยงอีกตัวชื่อ Momo บ้านนี้ เลยมีครบทุกชาติและทุก species เลย ^^

สิ่งที่เราชอบของเมืองนี้ มีมากเลย จากที่แรกๆ เราใช้เป็นแค่ที่ซุกหัวนอน แล้วไปๆกลับๆ Sapporo หลายรอบ กลายเป็นเราค่อยๆใช้เวลาอยู่ที่เมืองนี้มากขึ้น สถานที่ท่องเที่ยว ที่ใครมาช่วงหน้าหนาว ก็คงไม่พ้นคลองโอทารุ ที่เดิม คลองนี้เขาใช้เป็นเส้นทางที่ให้เรือมาส่งของตามโกดังที่อยู่แถวท่าเรือ แต่ปัจจุบันนี้ โกดังกลายเป็นร้านอาหารน่านั่งไปหมดแล้ว แต่ยังคงความเก่าของตัวโกดังไว้ แบบ classic เลยทีเดียว ประวัติเมืองนี้ก็ไม่ธรรมดานะ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่า สมัยก่อนได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก ทำให้มีการก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง และสถานที่ราชการ ที่มีรูปแบบตะวันตกให้เห็นอยู่พอสมควร

post นี้ เรามาดูความโรแมนติกของคลอง Otaru กันก่อนดีกว่า ว่าทำไมคนถึงชอบมาเดินกัน หิมะตกก็มาเดิน ไม่ตกก็เดิน แสงสีจากเทียน ที่ประดับอยู่ตามหิมะที่ถูกประดิษฐ์ตามรูปทรงต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเดินเที่ยวกัน พอพลบค่ำเมื่อไหร่ คนก็พลุกพล่านเมื่อนั้นทันทีเลย

ใบโมมิจิ (Momiji) ที่คาดว่าคงถูกเก็บเตรียมไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงเพื่อมาเพิ่มสีสันให้กับเทศกาลหิมะ

ไม่รู้ว่าเพราะเทศกาลหิมะ ชอบจัดใกล้วาเลนไทน์หรือเปล่า เลยทำให้รู้สึกว่า มันดู Romantic ยิ่งขึ้น

ร้านกาแฟร้านโปรดของเราสองคน เป็นรถตู้เล็กๆ ข้างในมีเครื่องทำกาแฟ ชอบในรสชาต และระหว่างรอหนาวๆ ก็เปิดเพลง Jazz ให้คนรอได้ฟังเพลินๆอีกด้วย

คลองโอทารุ ยามค่ำคืน

บรรยากาศโดยรอบคลอง

เสร็จจากเดินรอบคลอง ก็ได้เวลาเดินกลับที่พักแล้ว ตลอดเส้นทาง เริ่มดูเงียบเหงา สงบ เมืองนี้มากี่ที ก็รู้สึกปลอดภัย จะไม่ปลอดภัยอย่างเดียว คือถ้าหลงตอนหิมะตกนี่ หนาวไม่ใช่เล่น เสื้อหนาวบางทีก็เอาไม่อยู่ ต้องแวะหาเบียร์ดื่มตามร้าน Lawson ก่อนเข้าบ้านทุกที

เหลือเพียงแสงไฟริบหรี่ ที่ส่งเรากลับบ้าน ไว้ post หน้าจะเขียนรีวิวที่พักที่นี่ดูบ้าง

ชีวิตของผู้คนในเมืองนี้ แต่ละฤดู ก็จะแตกต่างกันไป หน้าร้อน คนจะออกมาทำกิจกรรมมากกว่าปกติ แต่หน้าหนาว ช่วงเทศกาลก็ยังครึกครื้นไม่แพ้กัน ถ้ามีโอกาสคงจะมาลองปั่นจักรยานเล่นที่เมืองนี้ดูสักครั้ง มาหน้าหนาวปั่นไม่ไหว ลื่นหัวแตกกันพอดี

Biei ดินแดนแห่งทุ่งหญ้าสีขาว

บิเอะ (Biei) เป็นเมืองเล็กๆตอนกลางของเกาะฮอกไกโด ห่างจากเมืองใหญ่อย่าง Asahikawa ราวๆ 30 นาที ที่เมืองนี้เป็นเมืองเกษตรกรรมและขึ้นชื่อมากในเรื่องการเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ต่างๆในฤดูร้อน ลักษณะพื้นที่ส่วนมาก เป็นที่ราบ Patchwork คล้ายๆ เอาเศษชิ้นผ้ามาเรียงร้อยต่อๆกัน เหมือนลักษณะเมืองในนิยายที่เรามักพบเห็นในนิทานตอนเด็กๆ … แล้วผมมาทำอะไรฤดูหนาว (- -”

ฟูราโน เมืองที่ใกล้กับบิเอะมีกิจกรรมหน้าหนาวให้ทำมากมาย บิเอะเองมีแต่ความรกร้าง ว่างเปล่า มีแต่ความเงียบสงบและหิมะ มองไปทางไหน ไม่ต่างอะไรกับหญ้าสีขาวที่ถูกปลูกเต็มไปหมด

พวกเราเช่ารถเล็กๆอย่าง Nissan Cube จาก Asahikawa เพราะร้านรถเช่าในบิเอะ ปิดทำการในฤดูหนาว พอได้รถ ก็ใส่ map code เป็นตัวเลข 5 หลักลงใน GPS ที่เหลือ ก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของ GPS นำทาง

ทิวทัศน์ที่พบเห็นที่เมืองนี้ สำหรับผมแล้ว มันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งเลย และสวยงามในแบบที่มันเป็น

ชื่อสถานที่น่าเที่ยวในเมืองนี้ เขาแบ่งเป็น 2 zone คือ panoramic road ที่อยู่ด้านเหนือ กับ patchwork road ที่อยู่ด้านใต้ของสถานี JR Biei ที่แบ่งแบบนี้นอกจากแบ่งตามภูมิทัศน์แล้วยังช่วยให้คนไปเที่ยว ไม่วนซ้ำไปซ้ำมาที่เดิมด้วย เพราะผมเอง ลองไม่ดู GPS ก็หลง เพราะมองไปทางไหน ถนนคล้ายๆกันไปหมด คือมีแต่สีขาว แถมถนนบางเส้น เข้าไม่ได้ เพราะหิมะท่วมอีกต่างหาก คนนั่งข้างๆ ก็ดูแผนที่ไม่คล่องอีกช่วยไรมากไม่ได้ หลงที ก็โดนบ่นที ซวยสองต่อ – -”

แต่ละแห่งของจุดเที่ยวชม มักถูกตั้งชื่อตามอย่างภาพยนต์โฆษณา หรือสินค้าโฆษณาสมัยก่อน เช่น Seven Stars Tree น่าจะมาจากบุหรี่ยี่ห้อ sevenstars

หรืออย่างรูปนี้คือนี่คือ Mild seven hill

ตรงๆไปเลยก็เช่น Christmas Tree (ทำไมมาขึ้นต้นเดียวหว่า)

Parents and Child ต้นไม้ที่ดูเหมือนพ่อ แม่ และลูก ที่ยืนหยัดต่อสู้กับความหนาวเหน็บในฤดูหนาว

พอใกล้ค่ำก็ได้เวลากลับที่พัก ที่นี่ หน้าหนาวจะมืดเร็วตั้งแต่ราวๆ 4 โมงเย็น แต่เช้าพระอาทิตย์ขึ้นปกติคือตี 4-5

ที่พักของพวกเรา เป็นกระท่อมน้อยในป่าใหญ่ ฮ่าๆๆ นี่ถ้าไม่ใช่หน้าหนาวอาจนึกถึงหนังเรื่อง Jason ศุกร์ 13 ได้เลย แต่ทีนี่หน้าหนาว มันก็ทำให้ดูน่านอน ดูอบอุ่น เหมือนเราถูกโอบกอดให้อบอุ่นในป่าที่หนาวเหน็บ

ภายในบ้านพัก เจ้าของเอาตุ๊กตาหมีมานั่งจองไว้ให้ อยากจะจิ๊กกลับเสียจริงๆ ภายในตกแต่งแนว Cottage วาง furniture ลอยตัวแบบง่ายๆ แต่น่าพักมากมาย

ส่วนอาหารการกิน เราต้องเดินฝ่าดงหิมะ ไปกินที่ตึกใหญ่อีกทีหนึ่ง

อาหารที่นี่ ผมชอบที่เขาเลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นทั้งหมด และพยายามอธิบายเราเป็นภาษาอังกฤษ ให้เข้าใจที่มาที่ไปของอาหารแต่ละอย่าง บอกตรงๆ เห็นตอนแรก ไม่รู้จะกินอิ่มหรือเปล่าเลย

พอสำหรับรูปอาหารก่อนดีกว่า เพราะโพสไป ท้องก็ร้องไปด้วย Y_Y

อีกสิ่งหนึ่งที่จะได้เห็นที่ บิเอะคือ Diamond Dust ซึ่งเป็นหิมะ เกล็ดเล็กๆที่ลอยฟ่องอยู่ในอากาศและพื้นผิวหิมะ พอสะท้อนกับแสงแดด มันจะดูระยิบระยับราวกับ ผงกากเพชรเลยทีเดียว

บอกลาที่พัก แล้วขับรถออกเที่ยวต่อไปในส่วนที่เหลือของเมืองบิเอะ.. เมืองที่จะกลับมาอีกหลายๆครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ 🙂

Norokko Train รถไฟพาเลียบทะเลโอคอส์ต มุ่งสู่ Shiretoko

จากตอนที่แล้ว ที่ยังอยู่กันที่ Abashiri กลับจากเที่ยวชมเรือตัดน้ำแข็ง drift ice หลงในเมือง หาของกิน แล้วกลับไปนอนพักผ่อนกันเรียบร้อยแล้ว เช้านี้ เราก็รีบไปที่ Abashiri JR Station เพื่อนั่งรถไฟ Norokko มุ่งสู่ Shiretoko กัน

เจ้ารถไฟ Norokko มันจะวิ่งเลียบทะเล Okhotsk เพื่อให้พวกเราได้ชม drift ice และมีหยุดให้พัก ชมวิวกลางทาง สามารถลงไป รับลมเย็น ของ ทะเล Okhotsk ได้ที่จุดชมวิวสถานี Kitahama เราสามารถลงจาก รถไฟ ไปถ่ายรูป ขึ้นชมหอสังเกตการณ์ เค้าให้เวลาสักประมาณ 10-15 นาที

แล้วเจ้ารถไฟประเภทนี้ เป็นหัวจักรไอน้ำ steam locomotive เค้าไว้นั่งชมวิว ชิวมากๆ ประเภท slow sightseeing train ซึ่งคนที่มีตั๋ว JR แล้วสามารถ จองนี่นั่งได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แต่ที่นั่งก็จะมีจำกัด และวิ่งเพียงวันละ 2 เที่ยวเท่านั้น ทำให้พวกเราพลาดไม่ได้เลย ไม่งั้น รอไปตอนบ่ายซึ่งจะทำให้เสียเวลายิ่งขึ้นไปอีก

ภาพทิวทัศน์จากหน้าต่างห้องพักยามเช้า

หลังจากกินข้าวจากที่พักเรียบร้อย ระหว่างรอ เราก็ออกไปเดินสำรวจรอบที่พักกันหน่อย อากาศในวันนี้ มีแดดแรง แต่ว่าอากาศรู้สึกว่าจะหนาวเย็นกว่าเมื่อวานซะอีก

คุณนายกำลังแพคกระเป๋าเพื่อเตรียมเดินทาง

ภาพที่ดูฟุ้งๆ ไม่ได้เกิดจาก Filter อะไรหรอก มันเพิ่งออกจากที่พัก แล้วฝ้ามันเกาะที่หน้าเลนส์ ลืมเช็ดออก >,<

หิมะที่เพิ่งตกใหม่ๆ ดูเบาและละเอียดมากๆ

ที่นี่ หา Lawson หรือ 7-11 ไม่ค่อยเจอ เลยซื้อของกินตุนที่ Store นี้แทน ไม่ค่อยได้เห็นตามเมืองอื่น

กาแฟของท้องถิ่น รสชาติไม่เลวเลย ตาสว่างยาวหล่ะทีนี้

โฉมหน้ารถไฟ Norokko ที่จะพาพวกเราท่องเที่ยวในวันนี้

ป่ะ ขึ้นรถไฟกัน

เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ จะแบบหันหน้า หันหลัง หรือหันข้าง รถไฟขบวนนี้ มีให้หมด อิอิ

บรรยากาศภายในรถไฟ อันนี้ศิลปินเดี่ยว ขอนั่งถ่ายมิวสิคชั่วคราว

บรรยากาศในรถไฟส่วนมาก ตลบอบอวลด้วยไออุ่นของครอบครัวชาวญี่ปุ่น และชาวไต้หวันที่มานั่งชมรถไฟเหมือนเช่นพวกเรา

ตามทางเดิน ก็มีอุ้งตีนหมี ให้รู้ว่า รถไฟนี้ บรรทุกสัตว์ด้วย ไปท่องเที่ยวกับพวกเรา

ทิวทัศน์ภายนอกเมื่อมองภาพหน้าต่าง สิ่งที่เห็นคือธรรมชาติของบริเวณชายฝั่งของทะเลโอคอส์ต และยอดเขา Rausudake และคำว่า Shiretoko เป็นภาษาไอนุ แปลว่า สุดขอบโลก บรรยากาศมันช่างเหมือนสุดขอบโลกจริงๆ

ความสนุกอย่างหนึ่งบนรถไฟ Norokko เราได้ซื้อปลาหมึกมาปิ้งกับเตาผิงได้เองด้วย อิอิ

การได้มาเห็นธรรมชาติของ Shiretoko ในหน้าหนาวนี้ สวยงามและรู้สึกตื่นเต้นมาก เสียอย่างเดียวคือ .. แสบตามาก >,< เพราะมองอะไรก็สีขาวไปหมด ถ้ามีโอกาสคงต้องพาตัวเอง เดินทางลึกเข้าไปสู่แหลม Shiretoko ที่มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นไปอีก และยังเป็นแหล่งที่รวมของเหล่านก และอินทรีย์พันธุ์ต่างๆที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนั้นด้วย

แล้วพบกันใหม่นะ