Category Archives: ท่องเที่ยวต่างประเทศ

Otaru กำแพง แห่งภาคเหนือ และเมืองท่าของ Hokkaido

พวกเรามาพักที่เมืองนี้ โดยบังเอิญ เพราะว่า เราไม่สามารถหาที่พักราคาถูกๆได้ที่ Sapporo ครั้งแรกที่เราไป ตรงกับเทศกาลหิมะ ทำให้ที่พักส่วนใหญ่ถูกจองเต็มไปหมด เราเลยเลือกหาที่พักใกล้เคียง ซึ่งก็คือเมืองโอทารุ (Otaru) ครึ่งชั่วโมงจาก Sapporo ไปลงสถานี minami Otaru (เรามารู้ที่หลังว่า ก่อนสถานีใหญ่ๆส่วนมากจะมีสถานี minami น่าจะแปลว่าเล็ก คล้าย mini อยู่เสมอๆ) Minami Otaru อยู่ใกล้กับที่พักเราที่สุด (นั่นคือความเข้าใจแรกของพวกเรา) เราไม่รู้มาก่อนว่าเมืองนี้ มีภูมิประเทศเป็นอย่างไร หลังจากเราลากกระเป๋าผ่านพ้นสถานี ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ผ่านร้าน 7-11 ออกมาสู่เส้นทางเบื้องหน้า ถ้าดูจากแผนที่มันแค่เดินเป็นเส้นตรง แล้วเลี้ยวขวาก็ถึง แต่ว่าเส้นตรงที่ว่านี้ มันคือเส้นตรงที่ดิ่งลงเหมือนวิ่งลงเขา แล้วเดินขึ้นราวๆ 30-45 องศา อย่างละครึ่ง แล้วขาขึ้น มันเต็มไปด้วยหิมะ แล้วจะไปยังไงหว่า… มาแล้ว ก็ตัดสินใจไม่ยาก คือลากกระเป๋าเดินลุยหิมะไป เรียกว่าทุลักทุเลพอสมควร เดินไป ล้มไป ลื่นไป กว่าจะไปถึง ทรายกำมะถันที่โรยตามพื้นเพื่อกันลื่น มันคงใช้ไม่ได้ผลกับชาวไทยอย่างเราแน่ๆ มันถึงได้เดินไม่ค่อยจะติดพื้นซะอย่างนี้

ทิวทัศน์เมื่อมองผ่านกระจกรถไฟ JR ขณะไปเมือง Otaru

ลงเดินเล่นสถานี Asari

พอมาถึงที่พัก เราพักที่ Morinoki BackPacker เป็น hostel ..จริงๆเรียกมันว่าบ้านน่าจะเหมาะกว่า มันเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่จุคนได้เกือบ 20 คน แต่ก็ไม่รู้สึกอึดอัด กลับอบอุ่น และเหมือนกับอยู่บ้านตัวเองเลย ดูแลโดยเจ้าของบ้าน คุณ Masa Harada กับหมาอีก 2 ตัวในปีแรกที่เราไปคือ Pek กับ Rok แต่ตอนหลัง Pek หรือ Peko จากไปแล้ว มีลูกของมันมาแทนคือ Hug แล้วก็เจ้าแมวจรจัดที่เจ้าของนำมาเลี้ยงอีกตัวชื่อ Momo บ้านนี้ เลยมีครบทุกชาติและทุก species เลย ^^

สิ่งที่เราชอบของเมืองนี้ มีมากเลย จากที่แรกๆ เราใช้เป็นแค่ที่ซุกหัวนอน แล้วไปๆกลับๆ Sapporo หลายรอบ กลายเป็นเราค่อยๆใช้เวลาอยู่ที่เมืองนี้มากขึ้น สถานที่ท่องเที่ยว ที่ใครมาช่วงหน้าหนาว ก็คงไม่พ้นคลองโอทารุ ที่เดิม คลองนี้เขาใช้เป็นเส้นทางที่ให้เรือมาส่งของตามโกดังที่อยู่แถวท่าเรือ แต่ปัจจุบันนี้ โกดังกลายเป็นร้านอาหารน่านั่งไปหมดแล้ว แต่ยังคงความเก่าของตัวโกดังไว้ แบบ classic เลยทีเดียว ประวัติเมืองนี้ก็ไม่ธรรมดานะ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่า สมัยก่อนได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก ทำให้มีการก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง และสถานที่ราชการ ที่มีรูปแบบตะวันตกให้เห็นอยู่พอสมควร

post นี้ เรามาดูความโรแมนติกของคลอง Otaru กันก่อนดีกว่า ว่าทำไมคนถึงชอบมาเดินกัน หิมะตกก็มาเดิน ไม่ตกก็เดิน แสงสีจากเทียน ที่ประดับอยู่ตามหิมะที่ถูกประดิษฐ์ตามรูปทรงต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเดินเที่ยวกัน พอพลบค่ำเมื่อไหร่ คนก็พลุกพล่านเมื่อนั้นทันทีเลย

ใบโมมิจิ (Momiji) ที่คาดว่าคงถูกเก็บเตรียมไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงเพื่อมาเพิ่มสีสันให้กับเทศกาลหิมะ

ไม่รู้ว่าเพราะเทศกาลหิมะ ชอบจัดใกล้วาเลนไทน์หรือเปล่า เลยทำให้รู้สึกว่า มันดู Romantic ยิ่งขึ้น

ร้านกาแฟร้านโปรดของเราสองคน เป็นรถตู้เล็กๆ ข้างในมีเครื่องทำกาแฟ ชอบในรสชาต และระหว่างรอหนาวๆ ก็เปิดเพลง Jazz ให้คนรอได้ฟังเพลินๆอีกด้วย

คลองโอทารุ ยามค่ำคืน

บรรยากาศโดยรอบคลอง

เสร็จจากเดินรอบคลอง ก็ได้เวลาเดินกลับที่พักแล้ว ตลอดเส้นทาง เริ่มดูเงียบเหงา สงบ เมืองนี้มากี่ที ก็รู้สึกปลอดภัย จะไม่ปลอดภัยอย่างเดียว คือถ้าหลงตอนหิมะตกนี่ หนาวไม่ใช่เล่น เสื้อหนาวบางทีก็เอาไม่อยู่ ต้องแวะหาเบียร์ดื่มตามร้าน Lawson ก่อนเข้าบ้านทุกที

เหลือเพียงแสงไฟริบหรี่ ที่ส่งเรากลับบ้าน ไว้ post หน้าจะเขียนรีวิวที่พักที่นี่ดูบ้าง

ชีวิตของผู้คนในเมืองนี้ แต่ละฤดู ก็จะแตกต่างกันไป หน้าร้อน คนจะออกมาทำกิจกรรมมากกว่าปกติ แต่หน้าหนาว ช่วงเทศกาลก็ยังครึกครื้นไม่แพ้กัน ถ้ามีโอกาสคงจะมาลองปั่นจักรยานเล่นที่เมืองนี้ดูสักครั้ง มาหน้าหนาวปั่นไม่ไหว ลื่นหัวแตกกันพอดี

Biei ดินแดนแห่งทุ่งหญ้าสีขาว

บิเอะ (Biei) เป็นเมืองเล็กๆตอนกลางของเกาะฮอกไกโด ห่างจากเมืองใหญ่อย่าง Asahikawa ราวๆ 30 นาที ที่เมืองนี้เป็นเมืองเกษตรกรรมและขึ้นชื่อมากในเรื่องการเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ต่างๆในฤดูร้อน ลักษณะพื้นที่ส่วนมาก เป็นที่ราบ Patchwork คล้ายๆ เอาเศษชิ้นผ้ามาเรียงร้อยต่อๆกัน เหมือนลักษณะเมืองในนิยายที่เรามักพบเห็นในนิทานตอนเด็กๆ … แล้วผมมาทำอะไรฤดูหนาว (- -”

ฟูราโน เมืองที่ใกล้กับบิเอะมีกิจกรรมหน้าหนาวให้ทำมากมาย บิเอะเองมีแต่ความรกร้าง ว่างเปล่า มีแต่ความเงียบสงบและหิมะ มองไปทางไหน ไม่ต่างอะไรกับหญ้าสีขาวที่ถูกปลูกเต็มไปหมด

พวกเราเช่ารถเล็กๆอย่าง Nissan Cube จาก Asahikawa เพราะร้านรถเช่าในบิเอะ ปิดทำการในฤดูหนาว พอได้รถ ก็ใส่ map code เป็นตัวเลข 5 หลักลงใน GPS ที่เหลือ ก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของ GPS นำทาง

ทิวทัศน์ที่พบเห็นที่เมืองนี้ สำหรับผมแล้ว มันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งเลย และสวยงามในแบบที่มันเป็น

ชื่อสถานที่น่าเที่ยวในเมืองนี้ เขาแบ่งเป็น 2 zone คือ panoramic road ที่อยู่ด้านเหนือ กับ patchwork road ที่อยู่ด้านใต้ของสถานี JR Biei ที่แบ่งแบบนี้นอกจากแบ่งตามภูมิทัศน์แล้วยังช่วยให้คนไปเที่ยว ไม่วนซ้ำไปซ้ำมาที่เดิมด้วย เพราะผมเอง ลองไม่ดู GPS ก็หลง เพราะมองไปทางไหน ถนนคล้ายๆกันไปหมด คือมีแต่สีขาว แถมถนนบางเส้น เข้าไม่ได้ เพราะหิมะท่วมอีกต่างหาก คนนั่งข้างๆ ก็ดูแผนที่ไม่คล่องอีกช่วยไรมากไม่ได้ หลงที ก็โดนบ่นที ซวยสองต่อ – -”

แต่ละแห่งของจุดเที่ยวชม มักถูกตั้งชื่อตามอย่างภาพยนต์โฆษณา หรือสินค้าโฆษณาสมัยก่อน เช่น Seven Stars Tree น่าจะมาจากบุหรี่ยี่ห้อ sevenstars

หรืออย่างรูปนี้คือนี่คือ Mild seven hill

ตรงๆไปเลยก็เช่น Christmas Tree (ทำไมมาขึ้นต้นเดียวหว่า)

Parents and Child ต้นไม้ที่ดูเหมือนพ่อ แม่ และลูก ที่ยืนหยัดต่อสู้กับความหนาวเหน็บในฤดูหนาว

พอใกล้ค่ำก็ได้เวลากลับที่พัก ที่นี่ หน้าหนาวจะมืดเร็วตั้งแต่ราวๆ 4 โมงเย็น แต่เช้าพระอาทิตย์ขึ้นปกติคือตี 4-5

ที่พักของพวกเรา เป็นกระท่อมน้อยในป่าใหญ่ ฮ่าๆๆ นี่ถ้าไม่ใช่หน้าหนาวอาจนึกถึงหนังเรื่อง Jason ศุกร์ 13 ได้เลย แต่ทีนี่หน้าหนาว มันก็ทำให้ดูน่านอน ดูอบอุ่น เหมือนเราถูกโอบกอดให้อบอุ่นในป่าที่หนาวเหน็บ

ภายในบ้านพัก เจ้าของเอาตุ๊กตาหมีมานั่งจองไว้ให้ อยากจะจิ๊กกลับเสียจริงๆ ภายในตกแต่งแนว Cottage วาง furniture ลอยตัวแบบง่ายๆ แต่น่าพักมากมาย

ส่วนอาหารการกิน เราต้องเดินฝ่าดงหิมะ ไปกินที่ตึกใหญ่อีกทีหนึ่ง

อาหารที่นี่ ผมชอบที่เขาเลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นทั้งหมด และพยายามอธิบายเราเป็นภาษาอังกฤษ ให้เข้าใจที่มาที่ไปของอาหารแต่ละอย่าง บอกตรงๆ เห็นตอนแรก ไม่รู้จะกินอิ่มหรือเปล่าเลย

พอสำหรับรูปอาหารก่อนดีกว่า เพราะโพสไป ท้องก็ร้องไปด้วย Y_Y

อีกสิ่งหนึ่งที่จะได้เห็นที่ บิเอะคือ Diamond Dust ซึ่งเป็นหิมะ เกล็ดเล็กๆที่ลอยฟ่องอยู่ในอากาศและพื้นผิวหิมะ พอสะท้อนกับแสงแดด มันจะดูระยิบระยับราวกับ ผงกากเพชรเลยทีเดียว

บอกลาที่พัก แล้วขับรถออกเที่ยวต่อไปในส่วนที่เหลือของเมืองบิเอะ.. เมืองที่จะกลับมาอีกหลายๆครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ 🙂

Norokko Train รถไฟพาเลียบทะเลโอคอส์ต มุ่งสู่ Shiretoko

จากตอนที่แล้ว ที่ยังอยู่กันที่ Abashiri กลับจากเที่ยวชมเรือตัดน้ำแข็ง drift ice หลงในเมือง หาของกิน แล้วกลับไปนอนพักผ่อนกันเรียบร้อยแล้ว เช้านี้ เราก็รีบไปที่ Abashiri JR Station เพื่อนั่งรถไฟ Norokko มุ่งสู่ Shiretoko กัน

เจ้ารถไฟ Norokko มันจะวิ่งเลียบทะเล Okhotsk เพื่อให้พวกเราได้ชม drift ice และมีหยุดให้พัก ชมวิวกลางทาง สามารถลงไป รับลมเย็น ของ ทะเล Okhotsk ได้ที่จุดชมวิวสถานี Kitahama เราสามารถลงจาก รถไฟ ไปถ่ายรูป ขึ้นชมหอสังเกตการณ์ เค้าให้เวลาสักประมาณ 10-15 นาที

แล้วเจ้ารถไฟประเภทนี้ เป็นหัวจักรไอน้ำ steam locomotive เค้าไว้นั่งชมวิว ชิวมากๆ ประเภท slow sightseeing train ซึ่งคนที่มีตั๋ว JR แล้วสามารถ จองนี่นั่งได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แต่ที่นั่งก็จะมีจำกัด และวิ่งเพียงวันละ 2 เที่ยวเท่านั้น ทำให้พวกเราพลาดไม่ได้เลย ไม่งั้น รอไปตอนบ่ายซึ่งจะทำให้เสียเวลายิ่งขึ้นไปอีก

ภาพทิวทัศน์จากหน้าต่างห้องพักยามเช้า

หลังจากกินข้าวจากที่พักเรียบร้อย ระหว่างรอ เราก็ออกไปเดินสำรวจรอบที่พักกันหน่อย อากาศในวันนี้ มีแดดแรง แต่ว่าอากาศรู้สึกว่าจะหนาวเย็นกว่าเมื่อวานซะอีก

คุณนายกำลังแพคกระเป๋าเพื่อเตรียมเดินทาง

ภาพที่ดูฟุ้งๆ ไม่ได้เกิดจาก Filter อะไรหรอก มันเพิ่งออกจากที่พัก แล้วฝ้ามันเกาะที่หน้าเลนส์ ลืมเช็ดออก >,<

หิมะที่เพิ่งตกใหม่ๆ ดูเบาและละเอียดมากๆ

ที่นี่ หา Lawson หรือ 7-11 ไม่ค่อยเจอ เลยซื้อของกินตุนที่ Store นี้แทน ไม่ค่อยได้เห็นตามเมืองอื่น

กาแฟของท้องถิ่น รสชาติไม่เลวเลย ตาสว่างยาวหล่ะทีนี้

โฉมหน้ารถไฟ Norokko ที่จะพาพวกเราท่องเที่ยวในวันนี้

ป่ะ ขึ้นรถไฟกัน

เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ จะแบบหันหน้า หันหลัง หรือหันข้าง รถไฟขบวนนี้ มีให้หมด อิอิ

บรรยากาศภายในรถไฟ อันนี้ศิลปินเดี่ยว ขอนั่งถ่ายมิวสิคชั่วคราว

บรรยากาศในรถไฟส่วนมาก ตลบอบอวลด้วยไออุ่นของครอบครัวชาวญี่ปุ่น และชาวไต้หวันที่มานั่งชมรถไฟเหมือนเช่นพวกเรา

ตามทางเดิน ก็มีอุ้งตีนหมี ให้รู้ว่า รถไฟนี้ บรรทุกสัตว์ด้วย ไปท่องเที่ยวกับพวกเรา

ทิวทัศน์ภายนอกเมื่อมองภาพหน้าต่าง สิ่งที่เห็นคือธรรมชาติของบริเวณชายฝั่งของทะเลโอคอส์ต และยอดเขา Rausudake และคำว่า Shiretoko เป็นภาษาไอนุ แปลว่า สุดขอบโลก บรรยากาศมันช่างเหมือนสุดขอบโลกจริงๆ

ความสนุกอย่างหนึ่งบนรถไฟ Norokko เราได้ซื้อปลาหมึกมาปิ้งกับเตาผิงได้เองด้วย อิอิ

การได้มาเห็นธรรมชาติของ Shiretoko ในหน้าหนาวนี้ สวยงามและรู้สึกตื่นเต้นมาก เสียอย่างเดียวคือ .. แสบตามาก >,< เพราะมองอะไรก็สีขาวไปหมด ถ้ามีโอกาสคงต้องพาตัวเอง เดินทางลึกเข้าไปสู่แหลม Shiretoko ที่มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นไปอีก และยังเป็นแหล่งที่รวมของเหล่านก และอินทรีย์พันธุ์ต่างๆที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนั้นด้วย

แล้วพบกันใหม่นะ

ล่องเรือตัดน้ำแข็ง และนั่งรถไฟเลียบทะเล Okhotsk ที่ Abashiri

จริงๆ แล้วถ้าจะให้ง่ายต่อการเขียนเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว ลองเขียนเรื่องราวเรียงตามตัวอักษรอาจพอช่วยได้ เพราะจะทำให้นึกอะไรออกได้บ้าง เมือง Abashiri นี่เป็นสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องการนั่งเรือชม ธารน้ำแข็ง หรือ drift iceทีล่องลอยมาจากรัสเซียโน้นนนนน

จาก Sapporo เกือบๆ 5 ชั่วโมงด้วยรถไฟ Limited Express ก็มาถึง Abashiri Station ราวๆบ่าย จับ taxi พาไปที่ท่าเรือ Aorora เลยหลังจากทิ้งสัมภาระเรียบร้อย เพราะกลัวไม่ทันเรือเที่ยวที่กำลังจะออก

ฟ้าวันนี้ ค่อนข้างโปร่งมีเมฆบ้าง ทำให้อากาศอุ่นขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นเล็กน้อย คือจาก -10 เหลือแค่ -2 (- -” ก็ยังหนาวจัดอยู่ดีสำหรับผิวเหลืองของกระเหรี่ยงจากเมืองไทยเช่นเรา

หลังจากซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว ฟังเจ้าหน้าทีแจ้งว่า drift ice อาจมีไม่มากเพราะอากาศอุ่น แต่พวกเราก็ยังอยากนั่งเรืออยู่ ทำไงได้ มาถึงทีนี่ทั้งที ไม่ใช่ 7-11 หน้าปากซอยที่พอไม่มีน้ำแข็งหมด เราก็กลับบ้านไปรอได้

เด็กน้อยที่เฝ้ารอคอยการล่องเรือ พร้อมๆกับพวกเรา

เจ้าหน้าที่คอยยืนส่งพวกเรา ขณะเรือเริ่มแล่นออกจากฝั่ง

เรือแล่นไกลออกไปได้สักพัก พวกเราก็เริ่มเจอกลุ่มก้อนน้ำแข็งบ้างแล้ว ซึ่งถ้า drift ice มันหนากว่านี้ บางก้อนจะมีสิงโตทะเลขึ้นมานอนรับแดดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นบ้างเหมือนกัน

แผ่นน้ำแข็งแบบใกล้ ที่นับวันจะน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยอากาศที่ร้อนขึ้น

จากการจำกัดจำนวนคนต่อเที่ยว ทำให้มีที่ยืนชมทัศนียภาพเพียงพอต่อนักท่องเที่ยวในเรือ

พี่สโนว์แมนมายืนต้อนรับตอนที่เรือแล่นกลับมาที่ท่าเรืออีกครั้ง รู้สึกชอบการล่องเรือออกไปดูธรรมชาติในรูปแบบนี้จัง แม้ว่าจะหนาวจนตบหน้าตัวเอง แทบจะไม่รู้สึก แต่คงหาโอกาสกลับไปอีกครั้งหนึ่งที่เมืองนี้

เรือประมงที่เตรียมออกไปจับปลา คงรอนานไปหน่อยจนน้ำแข็งเกาะรอบท้องเรือ

ระหว่างเดินหลงอยู่ในเมือง เราก็ไปเจอซุปเปอร์มาเกตท้องถิ่น และพวกเราคิดว่า ของที่นี่น่าจะราคาถูกที่สุดในฮอกไกโดแล้วมั้งเนี้ย เดินกันเพลินเลย

ผลไม้นี้ ซื้อกินจนเบื่อเลย หวาน หอม จากช่องปาก ออกจมุกซ้าย กลับเข้าจมูกขวากันเลยทีเดียว

คนเมืองนี้ เขามีความตั้งใจในการจอดรถในบ้านตัวเองมากๆ น่านับถือจริงๆ

เดินเล่นเมืองนี้สักพักใหญ่ จนเริ่มค่ำ ก็เตรียมตัวกลับไปพักผ่อน เตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้ ที่จะไปนั่งรถไฟ Norokko ไปเที่ยว Shiretoko กัน

เล่นกับ rim right ซะหน่อย ก่อนพระอาทิตย์จะหายไป

เมือง Abashiri นี้นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว ในอดีตยังใช้เป็นที่กักขังนักโทษอีกด้วย แน่หล่ะ หนาวขนาดนี้ นักโทษคนไหนจะหนีไปไหนได้หล่ะ >,<

Asahikawa ดินแดนตอนกลางแห่ง Hokkaido

อากาศเมืองไทย นี่ดีอย่างตรงที่ มันร้อนได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้การเฝ้ารอหน้าหนาวนี่มันรู้สึกถึงคุณค่าอย่างใหญ่หลวงพอๆกับการเฝ้ารอดาวหางฮัลเล่ย์ ในกทมเอง แม้หนาวแค่วันเดียว หรือหนาวแค่ครึ่งเช้า ก็แทบจะปิดซอยเลี้ยงโต๊ะจีนกันแล้ว แต่ที่ฮอกไกโดกลับกัน หน้าร้อนปีหนึ่ง มีราวๆ ตั้ง 2 เดือน เต็มที่ หรืออาจน้อยกว่านี้ ช่างเป็นภูมิประเทศที่เหมาะแก่การไปใช้ชีวิตจริงๆ..

กว่าพวกเราจะเข้าไปเที่ยวเมือง Asahikawa อย่างจริงๆจังๆ ก็ครั้งที่สองของการไปเที่ยวญี่ปุ่น เมืองนี้เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ตอนใจกลางของเกาะฮอกไกโด และเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเกาะนี้รองจากซัปโปโร มีชื่อเสียงทางด้านการผลิตเฟอร์นิเจอร์ และ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติงดงามโดยมีภูเขาไดเซทสึซังเป็นฉากหลัง Asahikawa และมียอดเขาสูง Asahidake ซึ่งเป็นสถานที่น่าเที่ยวมาก (แต่ไม่รู้ว่าหน้าหนาวเขาจะให้เข้าไปหรือเปล่านะ) และยังเป็นจุดศูนย์กลางที่จะท่องเที่ยวไปสู่ส่วนอื่นๆได้วด้วย เช่นช่องแคบ Sounkyo หรือบริเวณ Furano และสำหรับคนที่ชื่นชอบศิลปะเป็นพิเศษจึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะ มีถนนสาย shopping Heiwa-dori ที่อยู่ถัดจากสถานี Asahikawa จะเต็มไปด้วยน้ำพุและงานประติมากรรมมากมาย เมื่องนี้ดูเงียบๆ สงบตามประสาเมืองในฤดูหนาว แต่เสน่ห์ของเมืองก็อยู่ที่ gimmick เล็กๆน้อยๆ ที่วางไว้ตามท้องถนน ให้คนเดินผ่านไปผ่านมา ได้รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาของท้องถนน แม้ในยามที่ไม่มีคนเดินอยู่ (เพราะอากาศหนาวจัด)

ที่พวกเราไปในครั้งแรก เพราะอยากไปเที่ยวสวนสัตว์ ไปดูว่ามันต่างจากเขาดินหรือซาฟารี เวิล์ดมากน้อยแค่ไหน ส่วนครั้งหลังๆ เราแวะเที่ยวงานเทศกาลหิมะที่จัดได้ใหญ่โตดีเหมือนกัน ที่สำคัญของอร่อยเต็มไปหมด กินจนตัวแทบแตกกันเลยทีเดียว

การจะไปสวนสัตว์นั้น ออกจากสถานี เราต้องหาป้ายรถเมล์ให้เจอ สาย 41 หรือ 42 ก็ได้ ผังเมืองของญี่ปุ่น ส่วนมากเป็นแบบ blockๆๆ (ไม่ใช่หมา) ดังนั้นบางที ออกมาจากสถานีอาจหลงทิศได้ ถ้าออกประตูผิด ช่วงที่เราไปนั้น ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่และเพิ่งไปครั้งแรก ขนาดนั่งรถเมล์ถูกสายแล้ว ก็ยังกลัวว่าจะไปไม่ถูก เพราะคนน้อยๆจริงๆ สุดท้ายพอถึงสวนสัตว์ถึงรู้ว่า ที่คนน้อย เพราะเราไปก่อนสวนสัตว์เปิด ทำให้ต้องยืนตากหิมะรอกันจนเกือบจะเป็นตุ๊กตาหิมะกันไปเลยทีเดียว

ถนน Heiwa-dori เมื่อมองย้อนกลับไปหน้าสถานี

ตู้เย็น เอ้ย ตู้ไปรษณีย์

อันนี้รถหวานเย็นของจริง แบบศิลปินเดี่ยว

ส่วนอันนี้แบบศิลปินคู่

รูปปั้นต่างๆที่วางเรียงรายตามถนน Heiwa dori

หิมะโปรยปรายตัดกับสีของผลไม้ที่ออกเม็ดสีแดงในช่วงฤดูหนาว(ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร)

ไปถึงยังเข้าไม่ได้ ตาลุงคนนี้ก็มาชวนเราคุย ว่าแกเป็นนักเดินทางจากเกียวโต เพื่อมาถ่ายรูปสัตว์ส่วนพวกเรา มาส่องสัตว์ อิอิ

อุณหภูมิตอนนั้น ไม่หนาวมาก ติดลบนิดๆ อาจเพราะช่วงพีคของอุณหภูมิจริงๆ คือต้นเดือนกุมภาพันธ์

ส่วนคนนี้ วิ่งหาไอติมตลอด แม้จะหน้าหนาว

วันที่เราไปเหมือนว่า เป็ดกวิ้นพาเลส จะยังไม่มี เลยได้แต่ดูมันอยู่ในที่ๆของมัน

หมีขาวเจ้าประจำ กำลังแทะเห็บกินอยู่ คงเริ่มหิวแล้วหล่ะมั้ง

แพนด้าแดง น่ารักมาก แต่มันไม่ค่อยอยู่กับที่ให้เราถ่ายเท่าไหร่

สีสันของเสื้อหนาวของเด็กๆนี่ ตัดกับหิมะดีจัง ถ้าวิ่งไปไหนไกลๆ พ่อแม่ก็หาเจอ

หน้าหนาว ก็มียีราฟนะคร้าบบ เห็นมันวันๆ กินแต่น้ำแข็งที่ติดตามใบไม้ ท่าจะชอบมาก

อันนี้สงสัยพี่ซานต้าแกมาลืมทิ้งไว้ตัว ตอนบินมาแจกของขวัญเด็กๆแถวนี้

สิงโตทะเลก็มี

เศษซากใบไม้ที่ยังพอหลงเหลืออยู่

แค่ไปสวนสัตว์ที่เดียว ก็เกือบหมดวันไปแล้ว ขนาดนั่งพิมพ์ๆยังเมื่อยมือเลย ไว้หาเวลามาเขียนเพิ่มเติมส่วนอื่นๆ ไว้ใน blog หลังแล้วกัน

สีสันแห่งฤดูกาล ที่ Kyoto

เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับหิมะ มาหลาย blog หล่ะ พักมาดูเรื่องราวที่มีสีสันกันดูบ้าง ธรรมชาติอีกแบบหนึ่ง ที่เมืองไทยเราไม่ค่อยมีคือการเปลี่ยนสีของใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจริงๆ เราอาจเห็นได้ในเมืองไทยเราบ้างคือ ใบไม้เขียวๆ กลายเป็นเหลือง และเหี่ยวแห้งเป็นสีน้ำตาลไหม้ในที่สุด แต่ถ้าเป็นในเมืองหนาว ใบไม้บางชนิด มันจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ก่อนที่จะเหี่ยวแห้งและร่วงหล่น สาเหตุเพราะอุณหภูมิ มีผลต่อ รงควัตถุในใบไม้นั่นเอง (pigment) ซึ่งเวลาที่ธรรมชาติมันไล่เปลี่ยนสีใบไม้เนี้ย มันจะเหมือน Gradient tool ใน Photoshop ยังไงยังงั้นเลย ที่ค่อยๆเกลี่ยสีไปตามอุหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป ไล่จากที่เริ่มหนาวก่อนไปสู่สถานที่หนาวเป็นที่สุดท้าย ก่อนจะปิดท้ายด้วยสีขาวของหิมะ ที่เหมือนธรรมชาติทำการ Reset สีใหม่ เพื่อเริ่มสีสันแห่งฤดูใบไม้ผลิอีกหน

ในญี่ปุ่นที่เราได้ไปกัน นอกจากได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีไปตามทางจาก Kyoto Tokyo Sendai แล้ว สถานที่ๆเป็นคล้ายๆอุทยานแห่งชาติใน Kyoto ที่ชื่อว่า Arashiyama ซึ่งนับว่ามีความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีเป็นอย่างมาก และยังผสมผสานเข้ากับวัดโดยรอบได้เป็นอย่างดี มีพิธีชงชาให้ชิมท่ามกลางธรรมชาติ การล่องเรือเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีตามสองฝั่งแม่น้ำ ฯลฯ เป็นอีกที่ๆพวกเราชอบ และอยากกลับไปอีกครั้งหนึ่ง

จาก ​Tokyo มา Kyoto ใช้เวลาราวๆ 2 ชมกว่าๆด้วยรถไฟชินกังเซน เวลามาพักที่นี่ เรามักเลือกที่จะพักที่ K’s House เพราะสะดวกสบาย แต่ก็มีบ้าง ที่ครั้งหนึ่ง พวกเรานอนตื่นสายทำให้ไปเมืองต่อไปไม่ทัน แล้วไม่สามารถที่จะพักต่อที่นี้ได้ เพราะที่พักเต็มหมด ต้องเร่ร่อนเดินหาที่พักเอาดาบหน้า และโชคดี ที่เจอที่พักแบบเรียวกังในราคาจับกัง อาจเพราะมันอยู่ลึกตามตรอกซอกซอย น่าเสียดายที่เราจำชื่อมันไม่ได้ เพราะตอนนั้น คิดแค่ได้ว่า ขอให้มีที่ซุกหัวนอนในคืนนั้น ก็ดีใจแล้ว ไม่ต้องไปหากล่องนอนตามสถานีรถไฟก็พอ… ^^”

อีกอย่างที่ชอบของเมือง Kyoto คือผังเมืองที่นี่จัดเป็น blockๆ เหมือนหลายๆเมืองใหญ่อย่าง sapporo หรือ tokyo บางส่วน ที่แปลกใจคือ Kyoto เป็นเมืองเก่า แต่เขาก็คิดวางผังเมืองให้เป็นระเบียบตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน น่าทึ่งมาก แต่ข้อเสียเมืองนี้คือ คนแก่ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นไปไหนมาไหน จะช้า เพราะอากัปกิริยาของคนเหล่านี้ ที่ไม่ได้พลิ้วเหมือนพวกเรา แต่ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะทำอะไรช้าลงบ้าง ไมใช่เอาแต่เร่งรีบเพื่อไปให้ถึงจุดหมายเพียงอย่างเดียว เพราะความสวยงามของการเดินทางไม่ใช่จุดหมาย แต่คือระยะทางที่เราเดินผ่านไปเสมอ..

ปิดท้ายด้วยแสงสุดท้ายของวันจากวัดคิโยมิซึ เดระ

เดินกลับลงจากวัด เตรียมหาที่ซุกหัวนอนได้

หนาวแบบไม่ต้องมีหิมะที่ Hakodate

จากจุดสิ้นสุดชินคังเซน ลอดอุโมงค์ใต้ทะเลมาสู่เกาะฮอกไกโด เมืองแรกที่เรามักจะผ่านไปผ่านมากันอยู่บ่อยๆคือเมือง Hakodate เมืองนี้ในความรุ้สึกของผมแล้วเป็นเมืองที่มีความโรแมนติกในตัวเองมากกว่าปารีสและนิวยอร์คด้วยซ้ำ (เป็นความรู้สึกโรแมนติกในแบบของผมเอง ซึ่งแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามต่อมรับรู้ถึงความอบอุ่น) อาจเพราะด้วยผู้คนที่ไม่พลุกผล่าน สงบแต่แฝงไว้ด้วยสีสรรในแต่ละฤดูกาล การใช้ชีวิตในรูปที่เรียบง่าย (ชาวประมง ในเขตหนาว) ไม่ซับซ้อน แต่ลึกซึ้งด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิม

จริงๆแล้วเมืองนี้หิมะไม่ค่อยตกในหน้าหนาว แต่พอเราผ่านเมืองนี้ทีไร (ตอนตี 2 ) ถ้าเห็นหิมะตก ก็จะวิ่งกันออกไปเล่นหิมะตอนที่รถจอดรอเปลี่ยนทิศทางเดินทางไปอีกด้าน หลายอย่างที่เราชอบในเมืองนี้ มันคือบรรยากาศมากกว่าจะเจาะจงลงไปว่าสถานที่ไหนบ้างที่ชอบ โดยรวมแล้วสิ่งที่กลายมาเป็นเมืองนี้เราชอบหมด ตั้งแต่สถานีรถไฟ JR Hakodate ไล่ขึ้นเข้าจนไปถึงยอดเขา Hakodate ที่มีวิวสวยให้เราได้ชมกันตอนกลางคืน ความสวยงาม ผมว่าจริงๆแล้วมันสวยไม่น้อยไปกว่าบน The Peak ที่ฮ่องกงเลย แต่อากาศหนาวต่างกันมาก ถ้าหน้าไม่หนาจริงๆแบบพวกเรา คงออกไปยืนดูวิวนานเกินห้านาทีไม่ได้แน่ๆในหน้าหนาวแบบนี้

 

ช่วงที่ชอบมากที่สุดคือเทศกาลคริสต์มาส เมืองนี้ดูแล้วเหมือนได้รับอิทธิพลหลายๆอย่างของยุโรปเข้าผสมผสานอย่างลงตัว เพราะมันคือเมืองท่ามาก่อน การเปิดรับวัฒนธรรมจึงมีมากกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ที่เห็นได้ชัดคือโบสถ์ที่อยุ่รายรอบยอดเขา Hakodate โกดังท่าเรือที่สร้างด้วยอิฐแดง ถนนหนทางต่างๆ ถ้าไม่เห็นป้ายบอกทาง เราคงคิดว่าเดินอยุ่ในยุโรปได้เหมือนกัน ดังนั้นที่นี่ เทศกาลคริสต์มาส เลยจัดได้ดี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าในแถบยุโรปเลยทีเดียว ขณะเดียวกัน ตลาดปลาซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นญี่ปุ่น ก็อยู่ไม่ไกลจากสถานีนัก เรียกว่าหาของกินกันสะดวกเลยทีเดียว (แม้ว่าเราจะใช้บริการ 7-11, LAWSON มากกว่าร้านอาหารไหนๆก็ตามที)

 

 

 

 

 

ในบางครั้ง รถไฟที่เรานั่งออกจาก Hakodate ก็ไร้ผู้คนแบบนี้หล่ะ ก็ทำให้ซ่าได้บนรถไฟเหมือนกัน

หิมะแรกในชีวิตที่ Sapporo

16.27 น. พวกเราจำเวลานี้ได้แม่นยำมาก เพราะมันคือเวลาที่รถไฟชินกังเซน จะออกจากสถานีโตเกียว มุ่งหน้าสู่ Sapporo เมืองใหญ่ที่สุดใน Hokkaido ซึ่งรถไฟจะไปถึงราวๆ 5.50 น.ของอีกวัน ที่จำได้ เพราะเราสองคน กำลังจะตกรถไฟ..

เราวางใจในความฉลาดของตัวเองมากเกินไป และดูถูกความใหญ่โตของสถานีโตเกียว นั่งเพลินจนเหลือเวลาที่จะต้องไปขึ้นรถไฟเพียง 20 นาที ซึ่งน่าจะมากพอ ถ้ามันเป็นสถานีอโศก หรือหมอชิต ที่จะให้เราเดินไปถึงตัวรถไฟได้ทัน แต่นี่คือสถานีโตเกียว ที่เป็นจุดต่อของรถไฟถึง 3 ระบบ คือ JR, Shinkansen และรถไฟใต้ดิน กว่าพวกเราจะหา platform เจอก็เหลือเวลาอีกนาทีเดียว ก่อนที่รถไฟจะออก หลังจากหาที่นั่งได้ ก็เดินสำรวจ ตามประสากระเหรี่ยงเข้ากรุง รถไฟ Shinkansen ที่เราขึ้นไปนั้น ถ้าจำไม่ผิด สมัยนั้น รถไฟวิ่งได้ไกลสุดที่สถานี Hachinohe แล้วเปลี่ยนรถไฟจาก Shinkansen เป็น Limited Express ที่ชื่อ Hamanasu จากที่นั่นไป Hakodate แล้วนอนนิ่งๆรอรถวิ่งต่อไป Sapporo อีกราวๆ 3 ชม (เช้าพอดี)

เช้าแรกที่ก้าวลงจากรถไฟ พวกเราไม่ทำไรเลย นอกจากถ่ายรูปกับรถไฟที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ตามประสาคนไม่เคยเห็นมาก่อน ก่อนที่จะลงไปแต่งตัวด้านล่างของสถานี เพื่อเตรียมตัวเดินเที่ยวเล่นในเมือง ที่สถานีนี้มี locker ให้ฝากกระเป๋าเดินทางมากมาย แต่คำนวณดีๆแล้ว ตอนไปครั้งหลังๆ เราใช้บริการน้อยมาก เพราะรู้สึกว่าแพง ถ้าวางแผนดีๆ locker ก็อาจไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก

3294544909_04d1b982ed_z.jpg

ในเมือง Sapporo ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสวนสัตว์ ร้านอาหารอร่อยๆ แต่ด้วยความที่เราสองคนไม่ชอบเดินเมืองใหญ่ๆ เราเลยใช้เวลากับมันไม่มากเท่าไหร่ ไว้นึกอะไรออกเกี่ยวกับเมืองนี้ จะตามมา update อีกรอบ

ทำไมต้องไปญี่ปุ่นบ่อยๆ

blog นี้ ตั้งใจจะไว้เขียนเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของตัวเอง (เหมือนที่เคยตั้งใจไว้ในหลายๆ blog สุดท้ายจำ password ไม่ได้ และไม่ได้ไป update)

นับๆนิ้วว่า ตั้งแต่เกิดมา ผมพาตัวเองข้ามพรหมแดนสยามออกไปสู่โลกที่กว้างกว่า 513,000 ตารางกิโลเมตร กี่ครั้งและที่ไหนบ้าง ไม่ถึงขนาดนับไม่ถ้วน แต่ก็เล่นเอาขี้เกียจนับเหมือนกัน แต่ประเทศที่ผมไปบ่อยที่สุดคือ ญี่ปุ่น.. นับนิ้วก็ 4 ครั้งเข้าไปแล้ว และครั้งที่ 5 กำลังเกิดในไม่ช้า หลายคนชอบที่จะไปในที่ๆหลากหลาย ประเทศไม่ซ้ำ เพื่อเห็นสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ผมเองก็เช่นกัน สำหรับญีปุ่นแล้ว นอกจากที่พักและบริเวณรอบๆ นอกนั้น มักไม่ซ้ำเดิม ผมจะค้นหาสิ่งใหม่ ผู้คนกลุ่มใหม่ สถานที่ใหม่ๆ ในญี่ปุ่นไปเรื่อยๆ ทำให้การไปทุกครั้ง ไม่เบื่อเลย และส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ผมชอบฤดูหนาว ผมชอบหิมะ มันรู้สึกว่าเห็นหิมะแล้วรู้สึกอบอุ่น ไม่รู้เพราะอะไร ทั้งๆที่มันน่าจะหนาว แต่อยู่ในเมืองหนาวคือ ผมจะไม่ค่อยหงุดหงิด รู้สึกตัวเองมีจิตใจสงบทุกครั้ง ที่อยุ่ในที่เย็นๆ จริงๆแล้วความสงบ เราสามารถสร้างได้ในทุกๆสถานที่ แต่สำหรับผมแล้วในที่อากาศหนาวเย็น ผมจะสร้างความสงบได้ง่ายที่สุด

ครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่น ก็ราวๆปี 2009 จากที่เห็นข่าวว่ามีเทศกาลหิมะที่ Sapporo ผมกับแฟนใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน ในการที่จะไปที่ Hokkaido เป็นที่แรก เราแทบไม่สนใจเมืองหลวงของญีปุ่นเลยด้วยซ้ำ (Tokyo) จัดทำแผนคร่าวๆ โดยเริ่มกำหนดเวลาที่จะไป เมืองที่จะไป ให้ match กับ JR rail pass แบบ 7 วัน จำนวนวันที่เราลงตัว เลยมาอยู่ที่ 9 วัน แล้วสองวันสุดท้าย ก็มาเที่ยวเตร่ที่โตเกียว แต่ปีแรก 2 วันสุดท้าย เราอยู่ที่ Yamanashi แทน แล้วมาอยู่โตเกียววันสุดท้าย (รวมวันแรกที่ไปถึง) นั่นคือ ประสบการณ์คร่าวๆ ในครั้งแรกที่ญีปุ่น พอเรากลับมา เหมือนกับว่า พวกเรายังอ่านหนังสือสักเล่มค้างอยู่ แล้วอ่านไม่จบ ทำให้ปีต่อๆไป เราต้องกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้ อีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง ยังไม่รู้ว่า เมื่อไหร่มันจะจบภาค แต่ว่าทุกครั้งที่เราได้กลับมาอ่าน มันสนุกทุกครั้ง ที่เรื่องราวแทบไม่ซ้ำเดิมเลย…

วันที่หิมะ โปรยปราย ขาวราวกับไอซซิ่งบนหน้าขนมปังเนยสด
3294545853_889cab270d_z.jpg

สิ่งที่สร้างสีสรรค์ในฤดูหนาว ก็เสื้อกันหนาวของเด็กๆเนี้ยแหละ
3294546081_1c1cc68f3e_z.jpg

เมื่อหิมะต้องแสงไฟยามค่ำคืน
3294546535_8c5210a601_z.jpg

แสงทางเดินจากตะเกียงบนหิมะ

3294546965_12449fd06a_z.jpg

เงาสะท้อนในแม่น้ำที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา
3295370926_8946e22209_z.jpg

ทอดยาวสู่ทะเล

3319537844_e7d96bc5c4_z.jpg

หน้าหนาว ก็ไม่หยุดหาปลา สำหรับประเทศที่แทบทุกส่วนติดกับทะเล
3319536986_21932a84ee_z.jpg

ไม่ค่อยอินมากเท่าไหร่กับปราสาทเก่าๆ แต่ก็ยังรู้สึกทึ่งที่เขายังสามารถรักษาความงดงามไว้ได้

3295368984_c9cc01751e_z.jpg

ชีวิตผู้คนในช่วงวันอาทิตย์ แถว Harajuku
3294544909_04d1b982ed_z.jpg

คร่าวๆสำหรับปี 2009 ที่นึกได้ ถ้านึกไรออกจะกลับมา update ใหม่ หรืออาจสร้าง post ใหม่ แล้วแต่ความขยันแล้วช่วงเวลาที่อำนวย 😛

Hokkaido in memory

Hokkaido เมืองนี้ สำหรับผมแล้ว ฤดูไหน ก็น่าที่จะไปเยี่ยมชม โดยเฉพาะฤดูใบไม้ผลิ และฤดูหนาว พวกเราไปถึง Sapporo ในตอนเช้า โดยออกจาก Tokyo 5 โมงเย็น และแวะเปลี่ยนรถไฟ 1 ครั้งที่ Aomori และกลับที่นั่งที่ Hakodate อีกที ราวๆ ห้าทุ่ม…

หิมะเริ่มโปรยปรายให้เราได้เห็นเป็นครั้งแรก ช่วงออกจาก Aomori บรรยากาศช่วงเวลานั้น เหมือนพวกเรากำลังนั่งรถไฟ ไปเยี่ยมซานตาครอสที่ขั้วโลกเหนือ…

ภายในห้องอาหารที่พวกเราใช้นั่งกินไป ชมบรรยากาศข้างทางไปด้วย

อาหารเล็กๆน้อยๆที่พวกเราซื้อบริเวณสถานีรถไฟ

หิมะเริ่มโปรยปราย เมื่อใกล้ถึง Aomori

พวกเราไปถึงสถานี Sapporo 5.50 หิมะข้างนอกตกมาอย่างหนัก ราวกับพายุหิมะ (ก็มันพายุหิมะนิ..) ไปไหนไม่ได้ ต้องรออยู่ภายในสถานี ซึ่งภายในสถานี ก็มีร้านค้ามากมายให้เราได้เดินรอเวลาที่พายุหิมะหยุด

พายุหิมะตกหนัก จนมองไม่เห็นทาง

ตกแบบไม่มีท่าว่าจะหยุด

ราวๆ 8 โมง คาดว่าเทพเจ้าแห่งหิมะ คงถึงเวลาเลิกงาน หิมะหยุดตกแล้ว แต่ลมหนาวข้างนอกยังรอเราสองคนอยู่ หิมะที่แข็งแรงพอจะแน่นิ่งอยู่บนพื้น จับกลุ่มก้อนกัน กองเป็นเนินขาวๆ ที่เหลือสลายตัวไปกลายเป็นแอ่งน้ำเจิ่งนอง สะท้อนรับภาพตึก กลายเป็นสีสันแห่งฤดูหนาวอย่างชัดเจน

ทดลองสัมผัสความนุ่มของหิมะ ถ้ามีน้ำหวานแดงๆราด มันคงน่ากินไม่น้อย

มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยหิมะ

นาฬิกาหน้าสถานี Sapporo คนทำเข้าใจออกแบบ เข้ากับช่วงเวลานี้จริงๆ

หิมะยังคงโปรยปรายอยู่ ต้อนรับนักเดินทางหลายคนที่เริ่มออกจากสถานี

มองไปเห็น พรมหิมะตลอดเส้นทาง

พวกเราซื้อตั๋ว one day pass สำหรับเที่ยวใน Sapporo เรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวลุยกันได้เลย 🙂

– to be continue –