เดือน 4 ปี 2016

เขียนหัวข้อมาแล้วตกใจ เวลาผ่านไปไวจริงๆ ไวมาก ไวแบบนึกไม่ถึง ไวโคตรพ่อ โคตรแม่ไว จะไวไปไหน

ยิ่งเรามัวแต่ทำไรก็ไม่รู้ไปวันๆ เวลาแม่งยิ่งวิ่งไวเข้าไปใหญ่ โพสนี้เขียนหลังกลับจากอเมริกาได้ 2 วัน อาการง่วงๆ ซึมๆ ช่วงบ่ายยังมีอยู่ แต่ความสว่างของไฟออฟฟิศ ทำให้ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ฟุบหลับไป แต่เมื่อวาน ตอนขับรถกลับบ้านหลังไปซื้อ Macbook Pro มา ง่วงตาแทบจะปิด ยังคิดเลยว่า ขับรถที่อเมริกาว่าง่วงแล้ว ขับรถเมืองไทยง่วงกว่า ดีนะ ที่ใช้เวลาบนท้องถนนไม่นาน ก็ถึงบ้าน กว่าจะทำอะไรเสร็จ จัดการลง Program ซึ่งก็แน่นอน ลง PS/LR ก่อนเลย ฮา

 

มุ่งมั่น เป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่สุด

เดี๋ยวนี้ ทุกๆเช้า ผมวิ่งไปพร้อมๆกับการฟังหนังสือเสียงของคุณบัณฑิต ที่เกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง ในด้านการ focus และการตั้งเป้าหมาย แทนการฟังเพลง สิ่งหนึ่งที่ฟังซ้ำๆกรอกหูคือ เรื่องของความมุ่งมั่น ที่สำคัญกว่าอัจฉริยะ หรือแม้แต่ขยัน เพราะถ้ามุ่งมั่นไม่พอ ก็ยากที่จะทำให้ตัวเองไปถึงจุดที่ต้องการ เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง เฮียหม่า เจ้าของ Alibaba เลย คือผมไม่รู้หรอกว่า ความมุ่งมั่นลึกๆจริงๆของแกคืออะไร แต่พอไปลองหาลองอ่านประวัติชีวิตของแก ก็พอจะเชื่อได้ว่า แกมีความมุ่งมั่นระดับแปดสิบตีนถีบ คือ ชีวิตของเฮียแก ก็คล้ายๆกับหน้าตาแกนะแหละ ไม่มีแววจะเป็นเศรษฐีกับเขาได้เลย แถมเกิดในครอบครัวยากจนจากหางโจว สมองก็ไม่ได้เป็นมิตรกับความฉลาดเท่าไรนัก เอนทรานส์ไม่ติด ต้องไปเรียนวิทยาลัยครู เอกภาษาอังกฤษ จบออกมาเป็นครูระดับท้องถิ่น เงินเดือนราวๆ 500 บาท (100 หยวนได้)

แต่แกมีอย่างหนึ่งที่เก่งแบบสุดติ่งกระดิ่งแมว คือ แกเก่งภาษาอังกฤษมาก พูดได้น้ำไหลไฟดับ ซึ่งไม่ได้มาจากห้องเรียนเลย หรือเก่งมาตั้งแต่เกิด แต่มาจากความหลงใหลหนังฝรั่งในวัยเด็ก อยากดูหนังรู้เรื่อง ก็เลยปั่นจักรยานระยะทาง 40 นาทีจากบ้าน ไปยังโรงแรมหรูที่มีต่างชาติพักอยู่ อาสาเป็นไกด์พาเที่ยวไม่คิดตังค์ แค่อยากฟัง อยากฝึก ทำอย่างนั้นทุกวันเป็นปี จนพูดภาษาอังกฤษได้เท่าเจ้าของภาษา

จนวันหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว แกเก็บตังค์ไปเที่ยวเมืองลุงแซม แบบอนาถา (ไปไงหว่า) ขออาศัยนอนบ้านเพื่อนฝรั่ง ขัดรองเท้า ซักผ้า ล้างส้วม ตอบแทนค่าที่พัก และนั่นเป็นครั้งแรกที่แกรู้จัก internet

โอกาส ก็เหมือนฟ้าแล่บในคืนเดือนมืด แค่แว่บเดียว เสี้ยววินาที แต่แค่นั้นก็เพียงพอ สำหรับสายตาของคนอย่าง เฮียหม่า ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตแกจากวันนั้น วันที่แกเริ่มรู้จัก internet จนวันนี้ รายได้แก ก็มาจาก internet นั่นเอง

คนเราล้มเหลวในชีวิต เพราะ 4 สาเหตุ
1. สายตาสั้นมองเท่าไรก็ไม่เห็นโอกาส
2. พอเห็นโอกาส ก็ดันไปดูถูกมันอีกว่า “กระจอก” ไป
3. ถึงแม้เห็นโอกาส แต่มึนไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร
4. มึนนานเกิน จนโอกาสมันผ่านไป จะทำอะไรก็ไม่ทัน (ภาษาชาวบ้านเรียกอดแดก)

ในโลกนี้ อาจจะมีสิ่งที่สูงสุดปลายมือเอื้อม แต่ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ ระดับความมักใหญ่ไฝ่สูงในสันดาน เป็นไม้บรรทัดวัดอนาคตของคนคนนั้น

คนที่มันประสบความสำเร็จแล้ว แค่กระแอมเบาๆก็ยังคม

แค่กๆๆ อะแฮ่มๆ

Alibaba founder Jack Ma gives a thumbs up as he arrives to speak to investors at an initial public offering roadshow in Singapore

สวัสดีปี 2558

ไม่น่าเชื่อว่า เวลาจะผ่านไปไวมาก ตอนเด็กๆ เคยรู้สึกว่าแต่ละอย่าง กว่าจะผ่านไป ช่างเนิ่นนาน เลยมักผลาญเวลาไปกับการเล่นเกมบ้าง ทำสิ่งไร้สาระบ้าง นี่ถ้าย้อนเวลาไปได้ จะไปทำอย่างอื่นแทน แต่บางอย่าง มันก็เหมือนการต่อจุด ถ้าเราไม่ทำแบบนั้นวันนั้น เราอาจไม่เป็นเราในวันนี้ก็ได้

เรื่องการตั้งปณิธานตอนปีใหม่ ก็เริ่มขี้เกียจหล่ะ เพราะรู้สึกว่าหลังๆ ก็เหมือนเดิม สิ่งเดียวที่เราอยากจะเลิกคือเลิกขี้เกียจ และขอให้ตัวเองมีวินัยมากกว่านี้ เป้าหมายก็เขียนแล้ว หลายๆอย่างที่หลายคนบอกว่าทำแล้วจะสำเร็จ ก็ทำหมดแล้ว แต่ความขี้เกียจมันคงแรงกล้ามาก แต่ก็ยังอยากจะเอาชนะมันให้ได้ หรือไม่ก็หาทางประสบความเร็จด้วยความขี้เกียจที่ตัวเองมีแทน 😛

ปลายปีที่แล้ว มีแต่ข่าวเศร้าๆ หดหู่ตลอด เรื่องด้านลบๆที่มากมาย ก็ทำให้เราหดหู่ไปได้เหมือนกัน แม้จะไม้่เกี่ยวกับเราซะทีเดียว ปีนี้ขอให้เป็นปีที่ดีกว่าปีที่แล้วด้วยเถิด _//\\_ สาธุ

สิ่งที่ดีที่สุดที่เกี่ยวกับอนาคต มันจะมาถึงเรา คราวละ 1 วัน…

“The Best Thing about the future is that is comes one day at a time…” สิ่งที่ดีที่สุดที่เกี่ยวกับอนาคต มันจะมาถึงเรา คราวละ 1 วัน.. อับราฮัม ลินคอล์นกล่าวไว้… ด้วยสมองอันน้อยนิดของผม อ่านประโยคนี้ตอนแรกไม่เกท หรือแปลไม่ถูก คิดจนหัวแตก เลยเข้าใจเองว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่จะมาถึงเรา ก็คือเวลา.. “เวลา” น่าเป็นสิ่งที่มีราคาแพงที่สุดในโลกนี้ ถ้าเราวัดคุณค่าที่ต้องแลกมาด้วยเงิน เพราะเราสามารถหาเงินเพิ่มได้ แต่หาซื้อเวลาเพิ่มไม่ได้อีก ต่อให้เรารวยล้นฟ้า ซื้อโลกได้ทั้งใบ แต่สุดท้าย เมื่อเรากำลังจะตาย เราก็ไม่อาจซื้อเวลาในชีวิตเพิ่มจากที่เราพึงจะมี แม้แต่…วินาทีเดียว อยากรู้ว่าวินาทีนึงสำคัญแค่ไหน ต้องถามนักวิ่งข้ามรั้วของเวียตนามที่แพ้ให้กับไทยเราในซีเกมส์ล่าสุดดู ผมเคยอ่านเจอนักเขียนคนนึงบอกว่า ถ้าจะทำอะไร อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา เพราะเรามีปริมาณเวลาต่อหนึ่่งวันเท่าๆกับคนสำคัญๆในโลกนี้อย่าง หลุยส์ ปาสเตอร์ , ไมเคิล แองเจโล แม่ชีเทเรซ่า ลีโอนาร์โด ดาวินชี หรืออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  ประเด็นสำคัญจึงไม่น่าจะอยู่ที่ เราจะมีชีวิตนานแค่ไหน แต่อยู่ที่ เราใช้เวลาในแต่ละวันไปยุ่งอยู่กับอะไร หมดเวลาแต่ละวันไปกันอะไรบ้าง ถ้าเราเชื่อว่า ชีวิตเป็นเรื่องของการตัดสินใจว่าจะทำอะไรบ้างในเวลาที่จำกัดที่เรามีอยู่ 24 ชั่วโมงในแต่ละวันเนี้ย มันก็ย่อมมีบ้าง ที่เราจะตัดสินใจเลือกพลาดในบางสิ่ง บางอย่างไป จึงมักมีประโยคนี้เกิดขึ้น “..รู้งี้ ไปทำอันนั้นดีกว่า.. รู้งี้ เลือกแบบนี้ดีกว่า..” ดังนั้นถ้าเราจะมีความสุขกับชีวิตเรา กับเวลาที่เรามีอยู่เท่าๆกันคือ เราควรจะใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ ที่เลือกพลาดไปก็ช่างมัน เพราะเรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ สนใจรายละเอียดในทุกสิ่งที่เราทำ ทุกคนที่เราพบ ทุกๆที่ที่เราไป และทุกๆกิจกรรมที่เราเลือกทำ ก็น่าจะพอแล้ว.. อีก 2 วันจะ Christmas แล้ว อากาศแบบนี้ ใน กรุงเทพฯ ในชีวิตคนเราจะเจอได้สักกี่ครั้งกันเชียว โฮกๆๆๆ…

 

 

40 อย่างที่เหมือนกันของ “คนรวย”

เห็นคนแชร์เมื่อเช้า เห็นว่าเป็นสิ่งดีๆ ที่ไม่ต้องคิดว่า ทำแล้วจะรวยหรือไม่รวย แต่มันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นแน่นอน

1. อย่าอายที่จะพูดเรื่องเงิน
2. เลือกวิธีที่สนุกในการหารายได้
3. มีเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าสองทางขึ้นไป
4. ไม่มีข้ออ้างสำหรับการเรียนรู้
5. ไม่เคยพูดคำว่า มีเงินแต่ไม่มีความสุข จะมีไปทำไม
6. ลงทุนในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
7. เป้าหมายเรื่องรายได้ ชัดเจน
8. คิดเรื่องการเติบโตตลอดเวลา
9. ให้รางวัลตัวเองทุกครั้งที่ทำสำเร็จ
10. ไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดเพื่อการทำงาน
11. ไม่ได้เป็นคนที่เก่งหมดทุกอย่าง
12. ใช้คนเป็น เลือกคนเก่งมาเคียงข้างโดยไม่สนเรื่องค่าใช้จ่าย
13. กล้าทุ่มเทเงินให้กับสิ่งที่คุ้มค่า
14. หาแนวคิดและเหตุผลที่สนับสนุนความเชื่อตัวเอง
15. รักครอบครัว
16. ทุ่มเทความสะดวกสบายให้พ่อแม่
17. พ่อแม่อยากได้อะไรที่ไม่ผิดหาให้หมด
18. เอาแต่ใจ ดื้อเงียบ
19. ฟังมากกว่าพูด
20. ชื่นชมคนที่รวยกว่าด้วยลำแข้งตัวเอง
21. อ่อนน้อมถ่อมตน
22. คิดใหญ่กว่าคนธรรมดา
23. วิ่งเข้าหาความเป็นไปไม่ได้
24. ค้นหาโอกาส แสดงตัวทุกครั้งที่โอกาสมาถึง
25. ไม่เคยรอคำว่าพร้อม
26. เลือกคบหาคนที่มองโลกในแง่ดี
27. เข้าใจความเสี่ยง
28. กล้าพูดถึงความดีของตัวเอง
29. ทำบุญแบบถึงไหนถึงกัน
30. ลงเงิน ลงแรงช่วยเหลือคนอื่น
31. ชอบให้ความรู้เด็กรุ่นใหม่
32. ไม่ขี้บ่น ไม่เคยโทษคนอื่น
33. เจอปัญหา เขากลับบอกว่านี่ไม่ใช่ปัญหา นี่คือโจทย์
34. พัฒนาตัวเองตลอดเวลา
35. เป็นนักอ่านชั้นยอด
36. เห็นคุณค่าของเวลา
37. มองเห็นอนาคตทางการงานของตัวเอง
38. บอกได้ว่าตัวเองต้องการอะไร
39. แบ่งเวลาทำงานหนัก และให้รางวัลตัวเองอย่างหนัก
40. ชอบพูดคำว่า “พี่ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ” เป็นประจำ

21 ขั้นตอนสำหรับความสำเร็จในยุคศตวรรษที่ 21

บทความนี้ แปลและเรียบเรียงโดย บอย วิสูตร Boy’s Thought จากงานเขียนของ Denis Waitley

1.ให้คิดว่าเราคือนายจ้างของตัวเอง เราคือเจ้าของบริษัทที่มีลูกจ้างคนเดียวคือ “เรา”

2.ยืดหยุ่นที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

3.ดูแลสุขภาพก่อนที่จะป่วย เพราะเราซื้อสุขภาพกลับคืนมาไม่ได้

4.ลงทุนเรื่องความรู้ อย่าหยุดเรียนรู้ เรียนรู้ตลอดชีวิต ความรู้คือพลัง การศึกษาที่ได้จากในโรงเรียนมีอายุสั้นมากๆ

5.เพิ่มความสามารถในการอ่าน เขียน คำศัพท์ รู้คำศัพท์มากยิ่งสื่อสารเก่ง ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอ่านหนังสือความรู้ก็เพราะเขามุ่งหน้ากลับบ้าน ไม่ใช่มุ่งไปข้างหน้า

6.ศึกษาความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม

7.เป็นพลเมืองโลกใหม่ ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์

8.มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

9.รับผิดชอบความปลอดภัยด้านการเงินด้วยตัวเอง อย่าพึ่งประกันสังคม ความมั่งคั่งไม่ได้อยู่ที่การหามา แต่อยู่ที่การใช้จ่าย

10.ใช้เวลาตอนที่คนอื่นดูทีวี ศึกษาหาความรู้อยู่กับตัวเอง ทำเพื่อคนอื่นมาทั้งวัน เวลาเย็นค่ำต้องทำเพื่อตนเอง ปิดทีวี พูดคุยคนรัก อ่านหนังสือ

11.รู้จักพักผ่อนเป็นช่วงๆ อย่ารอไปเกษียณตอนแก่ แต่ต้องมีมินิพักร้อน

12.หาต้นแบบคนสำเร็จทั้งจากคนจริงและหนังสือ

13.จัดให้มีมุมเรียนรู้ทั้งในบ้านและที่ทำงาน มีหนังสือดีๆ อ่าน

14.เป็นคนที่มีอุดมการณ์ในทุกสถานการณ์ ไม่เปลี่ยนไปมา

15.อยู่กับตัวเองได้ มีความสุขได้ด้วยการอยู่คนเดียว อย่าเอาแต่พึ่งคนอื่น

16.หาจุดพอดีระหว่าง Hi-tech กับ Hi Touch ไม่ใช้พึ่งแต่เครื่องมือไฮเทค คนกับคนยังต้องการสัมผัสกัน

17.สื่อสารกับผู้คนให้รู้เรื่อง

18.สร้างธุรกิจบนความน่าเชื่อถือ จะยั่งยืน

19.หาสมดุลระหว่างชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัว

20.สร้าง Mission Statement ทั้งชีวิตการงานและส่วนตัว

21.วิ่งล่าความฝัน ไม่ใช่อยู่รอวันเกษียณ

Otaru กำแพง แห่งภาคเหนือ และเมืองท่าของ Hokkaido

พวกเรามาพักที่เมืองนี้ โดยบังเอิญ เพราะว่า เราไม่สามารถหาที่พักราคาถูกๆได้ที่ Sapporo ครั้งแรกที่เราไป ตรงกับเทศกาลหิมะ ทำให้ที่พักส่วนใหญ่ถูกจองเต็มไปหมด เราเลยเลือกหาที่พักใกล้เคียง ซึ่งก็คือเมืองโอทารุ (Otaru) ครึ่งชั่วโมงจาก Sapporo ไปลงสถานี minami Otaru (เรามารู้ที่หลังว่า ก่อนสถานีใหญ่ๆส่วนมากจะมีสถานี minami น่าจะแปลว่าเล็ก คล้าย mini อยู่เสมอๆ) Minami Otaru อยู่ใกล้กับที่พักเราที่สุด (นั่นคือความเข้าใจแรกของพวกเรา) เราไม่รู้มาก่อนว่าเมืองนี้ มีภูมิประเทศเป็นอย่างไร หลังจากเราลากกระเป๋าผ่านพ้นสถานี ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ผ่านร้าน 7-11 ออกมาสู่เส้นทางเบื้องหน้า ถ้าดูจากแผนที่มันแค่เดินเป็นเส้นตรง แล้วเลี้ยวขวาก็ถึง แต่ว่าเส้นตรงที่ว่านี้ มันคือเส้นตรงที่ดิ่งลงเหมือนวิ่งลงเขา แล้วเดินขึ้นราวๆ 30-45 องศา อย่างละครึ่ง แล้วขาขึ้น มันเต็มไปด้วยหิมะ แล้วจะไปยังไงหว่า… มาแล้ว ก็ตัดสินใจไม่ยาก คือลากกระเป๋าเดินลุยหิมะไป เรียกว่าทุลักทุเลพอสมควร เดินไป ล้มไป ลื่นไป กว่าจะไปถึง ทรายกำมะถันที่โรยตามพื้นเพื่อกันลื่น มันคงใช้ไม่ได้ผลกับชาวไทยอย่างเราแน่ๆ มันถึงได้เดินไม่ค่อยจะติดพื้นซะอย่างนี้

ทิวทัศน์เมื่อมองผ่านกระจกรถไฟ JR ขณะไปเมือง Otaru

ลงเดินเล่นสถานี Asari

พอมาถึงที่พัก เราพักที่ Morinoki BackPacker เป็น hostel ..จริงๆเรียกมันว่าบ้านน่าจะเหมาะกว่า มันเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่จุคนได้เกือบ 20 คน แต่ก็ไม่รู้สึกอึดอัด กลับอบอุ่น และเหมือนกับอยู่บ้านตัวเองเลย ดูแลโดยเจ้าของบ้าน คุณ Masa Harada กับหมาอีก 2 ตัวในปีแรกที่เราไปคือ Pek กับ Rok แต่ตอนหลัง Pek หรือ Peko จากไปแล้ว มีลูกของมันมาแทนคือ Hug แล้วก็เจ้าแมวจรจัดที่เจ้าของนำมาเลี้ยงอีกตัวชื่อ Momo บ้านนี้ เลยมีครบทุกชาติและทุก species เลย ^^

สิ่งที่เราชอบของเมืองนี้ มีมากเลย จากที่แรกๆ เราใช้เป็นแค่ที่ซุกหัวนอน แล้วไปๆกลับๆ Sapporo หลายรอบ กลายเป็นเราค่อยๆใช้เวลาอยู่ที่เมืองนี้มากขึ้น สถานที่ท่องเที่ยว ที่ใครมาช่วงหน้าหนาว ก็คงไม่พ้นคลองโอทารุ ที่เดิม คลองนี้เขาใช้เป็นเส้นทางที่ให้เรือมาส่งของตามโกดังที่อยู่แถวท่าเรือ แต่ปัจจุบันนี้ โกดังกลายเป็นร้านอาหารน่านั่งไปหมดแล้ว แต่ยังคงความเก่าของตัวโกดังไว้ แบบ classic เลยทีเดียว ประวัติเมืองนี้ก็ไม่ธรรมดานะ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่า สมัยก่อนได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก ทำให้มีการก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง และสถานที่ราชการ ที่มีรูปแบบตะวันตกให้เห็นอยู่พอสมควร

post นี้ เรามาดูความโรแมนติกของคลอง Otaru กันก่อนดีกว่า ว่าทำไมคนถึงชอบมาเดินกัน หิมะตกก็มาเดิน ไม่ตกก็เดิน แสงสีจากเทียน ที่ประดับอยู่ตามหิมะที่ถูกประดิษฐ์ตามรูปทรงต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเดินเที่ยวกัน พอพลบค่ำเมื่อไหร่ คนก็พลุกพล่านเมื่อนั้นทันทีเลย

ใบโมมิจิ (Momiji) ที่คาดว่าคงถูกเก็บเตรียมไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงเพื่อมาเพิ่มสีสันให้กับเทศกาลหิมะ

ไม่รู้ว่าเพราะเทศกาลหิมะ ชอบจัดใกล้วาเลนไทน์หรือเปล่า เลยทำให้รู้สึกว่า มันดู Romantic ยิ่งขึ้น

ร้านกาแฟร้านโปรดของเราสองคน เป็นรถตู้เล็กๆ ข้างในมีเครื่องทำกาแฟ ชอบในรสชาต และระหว่างรอหนาวๆ ก็เปิดเพลง Jazz ให้คนรอได้ฟังเพลินๆอีกด้วย

คลองโอทารุ ยามค่ำคืน

บรรยากาศโดยรอบคลอง

เสร็จจากเดินรอบคลอง ก็ได้เวลาเดินกลับที่พักแล้ว ตลอดเส้นทาง เริ่มดูเงียบเหงา สงบ เมืองนี้มากี่ที ก็รู้สึกปลอดภัย จะไม่ปลอดภัยอย่างเดียว คือถ้าหลงตอนหิมะตกนี่ หนาวไม่ใช่เล่น เสื้อหนาวบางทีก็เอาไม่อยู่ ต้องแวะหาเบียร์ดื่มตามร้าน Lawson ก่อนเข้าบ้านทุกที

เหลือเพียงแสงไฟริบหรี่ ที่ส่งเรากลับบ้าน ไว้ post หน้าจะเขียนรีวิวที่พักที่นี่ดูบ้าง

ชีวิตของผู้คนในเมืองนี้ แต่ละฤดู ก็จะแตกต่างกันไป หน้าร้อน คนจะออกมาทำกิจกรรมมากกว่าปกติ แต่หน้าหนาว ช่วงเทศกาลก็ยังครึกครื้นไม่แพ้กัน ถ้ามีโอกาสคงจะมาลองปั่นจักรยานเล่นที่เมืองนี้ดูสักครั้ง มาหน้าหนาวปั่นไม่ไหว ลื่นหัวแตกกันพอดี

Biei ดินแดนแห่งทุ่งหญ้าสีขาว

บิเอะ (Biei) เป็นเมืองเล็กๆตอนกลางของเกาะฮอกไกโด ห่างจากเมืองใหญ่อย่าง Asahikawa ราวๆ 30 นาที ที่เมืองนี้เป็นเมืองเกษตรกรรมและขึ้นชื่อมากในเรื่องการเที่ยวชมทุ่งดอกไม้ต่างๆในฤดูร้อน ลักษณะพื้นที่ส่วนมาก เป็นที่ราบ Patchwork คล้ายๆ เอาเศษชิ้นผ้ามาเรียงร้อยต่อๆกัน เหมือนลักษณะเมืองในนิยายที่เรามักพบเห็นในนิทานตอนเด็กๆ … แล้วผมมาทำอะไรฤดูหนาว (- -”

ฟูราโน เมืองที่ใกล้กับบิเอะมีกิจกรรมหน้าหนาวให้ทำมากมาย บิเอะเองมีแต่ความรกร้าง ว่างเปล่า มีแต่ความเงียบสงบและหิมะ มองไปทางไหน ไม่ต่างอะไรกับหญ้าสีขาวที่ถูกปลูกเต็มไปหมด

พวกเราเช่ารถเล็กๆอย่าง Nissan Cube จาก Asahikawa เพราะร้านรถเช่าในบิเอะ ปิดทำการในฤดูหนาว พอได้รถ ก็ใส่ map code เป็นตัวเลข 5 หลักลงใน GPS ที่เหลือ ก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของ GPS นำทาง

ทิวทัศน์ที่พบเห็นที่เมืองนี้ สำหรับผมแล้ว มันเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งเลย และสวยงามในแบบที่มันเป็น

ชื่อสถานที่น่าเที่ยวในเมืองนี้ เขาแบ่งเป็น 2 zone คือ panoramic road ที่อยู่ด้านเหนือ กับ patchwork road ที่อยู่ด้านใต้ของสถานี JR Biei ที่แบ่งแบบนี้นอกจากแบ่งตามภูมิทัศน์แล้วยังช่วยให้คนไปเที่ยว ไม่วนซ้ำไปซ้ำมาที่เดิมด้วย เพราะผมเอง ลองไม่ดู GPS ก็หลง เพราะมองไปทางไหน ถนนคล้ายๆกันไปหมด คือมีแต่สีขาว แถมถนนบางเส้น เข้าไม่ได้ เพราะหิมะท่วมอีกต่างหาก คนนั่งข้างๆ ก็ดูแผนที่ไม่คล่องอีกช่วยไรมากไม่ได้ หลงที ก็โดนบ่นที ซวยสองต่อ – -”

แต่ละแห่งของจุดเที่ยวชม มักถูกตั้งชื่อตามอย่างภาพยนต์โฆษณา หรือสินค้าโฆษณาสมัยก่อน เช่น Seven Stars Tree น่าจะมาจากบุหรี่ยี่ห้อ sevenstars

หรืออย่างรูปนี้คือนี่คือ Mild seven hill

ตรงๆไปเลยก็เช่น Christmas Tree (ทำไมมาขึ้นต้นเดียวหว่า)

Parents and Child ต้นไม้ที่ดูเหมือนพ่อ แม่ และลูก ที่ยืนหยัดต่อสู้กับความหนาวเหน็บในฤดูหนาว

พอใกล้ค่ำก็ได้เวลากลับที่พัก ที่นี่ หน้าหนาวจะมืดเร็วตั้งแต่ราวๆ 4 โมงเย็น แต่เช้าพระอาทิตย์ขึ้นปกติคือตี 4-5

ที่พักของพวกเรา เป็นกระท่อมน้อยในป่าใหญ่ ฮ่าๆๆ นี่ถ้าไม่ใช่หน้าหนาวอาจนึกถึงหนังเรื่อง Jason ศุกร์ 13 ได้เลย แต่ทีนี่หน้าหนาว มันก็ทำให้ดูน่านอน ดูอบอุ่น เหมือนเราถูกโอบกอดให้อบอุ่นในป่าที่หนาวเหน็บ

ภายในบ้านพัก เจ้าของเอาตุ๊กตาหมีมานั่งจองไว้ให้ อยากจะจิ๊กกลับเสียจริงๆ ภายในตกแต่งแนว Cottage วาง furniture ลอยตัวแบบง่ายๆ แต่น่าพักมากมาย

ส่วนอาหารการกิน เราต้องเดินฝ่าดงหิมะ ไปกินที่ตึกใหญ่อีกทีหนึ่ง

อาหารที่นี่ ผมชอบที่เขาเลือกใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นทั้งหมด และพยายามอธิบายเราเป็นภาษาอังกฤษ ให้เข้าใจที่มาที่ไปของอาหารแต่ละอย่าง บอกตรงๆ เห็นตอนแรก ไม่รู้จะกินอิ่มหรือเปล่าเลย

พอสำหรับรูปอาหารก่อนดีกว่า เพราะโพสไป ท้องก็ร้องไปด้วย Y_Y

อีกสิ่งหนึ่งที่จะได้เห็นที่ บิเอะคือ Diamond Dust ซึ่งเป็นหิมะ เกล็ดเล็กๆที่ลอยฟ่องอยู่ในอากาศและพื้นผิวหิมะ พอสะท้อนกับแสงแดด มันจะดูระยิบระยับราวกับ ผงกากเพชรเลยทีเดียว

บอกลาที่พัก แล้วขับรถออกเที่ยวต่อไปในส่วนที่เหลือของเมืองบิเอะ.. เมืองที่จะกลับมาอีกหลายๆครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ 🙂

Norokko Train รถไฟพาเลียบทะเลโอคอส์ต มุ่งสู่ Shiretoko

จากตอนที่แล้ว ที่ยังอยู่กันที่ Abashiri กลับจากเที่ยวชมเรือตัดน้ำแข็ง drift ice หลงในเมือง หาของกิน แล้วกลับไปนอนพักผ่อนกันเรียบร้อยแล้ว เช้านี้ เราก็รีบไปที่ Abashiri JR Station เพื่อนั่งรถไฟ Norokko มุ่งสู่ Shiretoko กัน

เจ้ารถไฟ Norokko มันจะวิ่งเลียบทะเล Okhotsk เพื่อให้พวกเราได้ชม drift ice และมีหยุดให้พัก ชมวิวกลางทาง สามารถลงไป รับลมเย็น ของ ทะเล Okhotsk ได้ที่จุดชมวิวสถานี Kitahama เราสามารถลงจาก รถไฟ ไปถ่ายรูป ขึ้นชมหอสังเกตการณ์ เค้าให้เวลาสักประมาณ 10-15 นาที

แล้วเจ้ารถไฟประเภทนี้ เป็นหัวจักรไอน้ำ steam locomotive เค้าไว้นั่งชมวิว ชิวมากๆ ประเภท slow sightseeing train ซึ่งคนที่มีตั๋ว JR แล้วสามารถ จองนี่นั่งได้โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แต่ที่นั่งก็จะมีจำกัด และวิ่งเพียงวันละ 2 เที่ยวเท่านั้น ทำให้พวกเราพลาดไม่ได้เลย ไม่งั้น รอไปตอนบ่ายซึ่งจะทำให้เสียเวลายิ่งขึ้นไปอีก

ภาพทิวทัศน์จากหน้าต่างห้องพักยามเช้า

หลังจากกินข้าวจากที่พักเรียบร้อย ระหว่างรอ เราก็ออกไปเดินสำรวจรอบที่พักกันหน่อย อากาศในวันนี้ มีแดดแรง แต่ว่าอากาศรู้สึกว่าจะหนาวเย็นกว่าเมื่อวานซะอีก

คุณนายกำลังแพคกระเป๋าเพื่อเตรียมเดินทาง

ภาพที่ดูฟุ้งๆ ไม่ได้เกิดจาก Filter อะไรหรอก มันเพิ่งออกจากที่พัก แล้วฝ้ามันเกาะที่หน้าเลนส์ ลืมเช็ดออก >,<

หิมะที่เพิ่งตกใหม่ๆ ดูเบาและละเอียดมากๆ

ที่นี่ หา Lawson หรือ 7-11 ไม่ค่อยเจอ เลยซื้อของกินตุนที่ Store นี้แทน ไม่ค่อยได้เห็นตามเมืองอื่น

กาแฟของท้องถิ่น รสชาติไม่เลวเลย ตาสว่างยาวหล่ะทีนี้

โฉมหน้ารถไฟ Norokko ที่จะพาพวกเราท่องเที่ยวในวันนี้

ป่ะ ขึ้นรถไฟกัน

เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบ จะแบบหันหน้า หันหลัง หรือหันข้าง รถไฟขบวนนี้ มีให้หมด อิอิ

บรรยากาศภายในรถไฟ อันนี้ศิลปินเดี่ยว ขอนั่งถ่ายมิวสิคชั่วคราว

บรรยากาศในรถไฟส่วนมาก ตลบอบอวลด้วยไออุ่นของครอบครัวชาวญี่ปุ่น และชาวไต้หวันที่มานั่งชมรถไฟเหมือนเช่นพวกเรา

ตามทางเดิน ก็มีอุ้งตีนหมี ให้รู้ว่า รถไฟนี้ บรรทุกสัตว์ด้วย ไปท่องเที่ยวกับพวกเรา

ทิวทัศน์ภายนอกเมื่อมองภาพหน้าต่าง สิ่งที่เห็นคือธรรมชาติของบริเวณชายฝั่งของทะเลโอคอส์ต และยอดเขา Rausudake และคำว่า Shiretoko เป็นภาษาไอนุ แปลว่า สุดขอบโลก บรรยากาศมันช่างเหมือนสุดขอบโลกจริงๆ

ความสนุกอย่างหนึ่งบนรถไฟ Norokko เราได้ซื้อปลาหมึกมาปิ้งกับเตาผิงได้เองด้วย อิอิ

การได้มาเห็นธรรมชาติของ Shiretoko ในหน้าหนาวนี้ สวยงามและรู้สึกตื่นเต้นมาก เสียอย่างเดียวคือ .. แสบตามาก >,< เพราะมองอะไรก็สีขาวไปหมด ถ้ามีโอกาสคงต้องพาตัวเอง เดินทางลึกเข้าไปสู่แหลม Shiretoko ที่มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นไปอีก และยังเป็นแหล่งที่รวมของเหล่านก และอินทรีย์พันธุ์ต่างๆที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนั้นด้วย

แล้วพบกันใหม่นะ